ประวัติความเป็นมา
ประวัติท่านประธาน
สารจากท่านประธาน
เพลงบริษัท
สปอตโฆษณา
คำถามที่ถามบ่อย
 
เทคนิค 3 + 3 = 30
Axzon สารสั่งลงหัว  ในพืชตระกูลหัว
 
ทฤษฏี "วันเดอร์แลนด์"
เปิดโลกนวัตกรรมชีวเคมี Biochemistry แห่งโลกอนาคตทางการเกษตร
 
นานาสาระน่ารู้ เกี่ยวกับการเกษตร
"เพิ่มความหวาน"..แอปเปิ้ล..มะละกอ..กล้วย..ส้ม..ส้มโอ..โอ้โห..ง่ายจัง ..
"ลำไย" ..ใครว่าทำยาก ?
"ฉีดวัคซีนให้พืช" อย่าลืม "ฉีดวัคซีนให้ดิน" ด้วย
เจอ "ยางตายนึ่ง" ไม่ต้องเครียดและกลุ้มใจ..คลิ๊ก..ที่นี่
ทฤษฎีการเลียนแบบกระบวนการธรรมชาติของพืช "พาร์ทเวย์" สารทดแทนการสังเคราะห์แสงของพืช
มหัศจรรย์ ออร์โธ่ซิลิซิค แอซิค "ซาร์คอน" สินค้าดีที่ถูกลืม
“ดินทะเลาะกัน” มันหัวใหญ่ หอม กระเทียมหัวใหญ่ ด้วย “สารรังควาญดิน” SOIL-AST ( ซอยล์แอสท์)
จุดเปลี่ยนการเกษตรประเทศไทย โดยใช้..องค์ความรู้ที่ซ่อนอยู่ในธรรมชาติ ด้วยศาสตร์แห่ง กระบวนการชีวเคมี (Biochemistry) ของพืชในแบบฉบับของทฤษฎี "วันเดอร์แลนด์" (Wunderland By Organelle life)
ก้าวข้ามมิติ..การปลูกมันสำปะหลังแบบเดิมๆ เพื่อก้าวเข้าสู่..มิติใหม่ โดยใช้กระบวนการ "Tuberization" ด้วยโปรแกรม "วันเดอร์แลนด์ 30 ตัน" มันเงินล้าน
Wunderland "PATHWAY + ERASER-1"  A Proper Technique for Optimizing Rubber Latex Productivity must.
 


สถิติผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์
Today
33
Yesterday
24
This Month
576
Last Month
593
This Year
2,678
Last Year
8,147
เริ่มนับ : 18 พ.ค. 55
 

หยุด ไวรัสใบด่างวงแหวนมะละกอ ด้วย ORG-Model
หยุด ไวรัสใบด่างวงแหวนมะละกอ ด้วย ORG-Model

กล้า ท้า ลอง " วัคซีนพืช "
หยุดไวรัสใบด่างวงแหวนมะละกอ  ด้วย ORG- Model
มะละกอที่ถูกไวรัสใบด่างวงแหวน ระบาดหนักส่งผลให้ปริมาณผลผลิตรวมที่ได้ทั้งประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ส่งผลให้ราคามะละกอพุ่งสูงขึ้น จึงเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรรายใหม่ๆ เข้ามาเสี่ยงลงทุนปลูก และเกษตรกรรายเก่าก็แก้ปัญหาไวรัสใบด่างวงแหวนระบาดด้วยวิธีต่างๆ นานาทั้งตัดต้นที่เป็นโรคทิ้ง บุกเบิกพื้นที่ปลูกใหม่ การใช้เมล็ดพันธ์ที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรม  ใช้ยาฆ่าเชื้อโรคสารพัดสารพัน  แต่มันก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาและหยุดการระบาดของโรค ไวรัสใบด่างวงแหวนได้ ทำให้เกษตรกรสูญเสียรายได้ถึงขั้นขาดทุนในที่สุดเลยทีเดียว

มาทำความรู้จักกับ โรคไวรัสใบด่างวงแหวน กันเถอะ

 

 โรคไวรัสใบด่างจุดวงแหวนเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ Papaya ringspot virus (PRSV) พบ ในไทยครั้งแรกที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อปีพ.ศ. 2518 ในตอนนั้นไม่เฉพาะประเทศไทยที่พบปัญหาการระบาดของไวรัสชนิดนี้ ประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะละแวกเดียวกันอย่างไต้หวัน หรือข้ามทวีปไปยังฮาวาย ประเทศสหรัฐฯ ต่างประสบปัญหาการระบาดของโรคนี้ทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าจะผ่านมา 30 กว่าปีแล้ว แต่การระบาดของไวรัสใบด่างจุดวงแหวนก็ยังไม่ลดลง ดังเห็นได้จากการสำรวจการปลูกมะละกอในจังหวัดขอนแก่น พบว่าในปีพ.ศ. 2548–มกราคม 2550 เกือบทุกอำเภอพบการระบาดของโรคใบด่างจุดวงแหวน โดยบางหมู่บ้านพบมะละกอที่ปลูกเป็นโรคทุกต้น เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิด เฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่พบการระบาดของโรคอีกในหลายพื้นที่ทั้ง จังหวัดราชบุรี สมุทรสาคร นครปฐม และชุมพร     ไวรัสใบด่างจุดวงแหวนมีความน่ากลัวมีอยู่หลายประการ ประการแรกคือ ความสามารถในการเข้าทำลายมะละกอได้ทุกระยะของการเจริญเติบโต โดยมีเพลี้ยอ่อนเป็นพาหะ ความรุนแรงของโรคขึ้นอยู่กับสภาพและอายุของมะละกอ อาการเกิดได้ในทุกส่วนของต้น แต่จะเห็นชัดในส่วนของใบและผล โดยเฉพาะใบจะด่างเหลือง บิดเบี้ยว หงิกงอ เหมือนหางหนู ถ้าติดเชื้อรุนแรงใบจะเหลือแต่เส้นใบเหมือนเส้นด้าย บริเวณก้านมีจุดฉ่ำน้ำและเส้นประ ส่วนผลมะละกอจะสังเกตเห็นวงเล็กๆ ทั่วทั้งผล เป็นอาการที่เรียกว่า “วงแหวน” บริเวณที่เป็นจุดจะมีลักษณะเป็นไตแข็ง ผิวขรุขระ ยิ่งผลใกล้สุกจะยิ่งเห็นชัดเจน ความเสียหายจากการระบาดของไวรัสใบด่างจุดวงแหวน อาจถึงขั้นมะละกอนั้นไม่สามารถเก็บผลผลิตได้ และตายในที่สุด     ความน่ากลัวประการที่สองของไวรัสใบด่างจุดวงแหวนคือ เป็นโรคพืชที่ไม่สามารถแก้ไขได้โดยใช้สารเคมี วิธีแก้ปัญหาที่ทำได้คือต้องทำลายทิ้ง หรือใช้วิธีปลูกแบบกลางมุ้งให้มะละกอเพื่อป้องกันเพลี้ยอ่อนซึ่งเป็นพาหะนำ โรคไม่ให้เข้าไปได้  หรือใช้วิธีย้ายแหล่งปลูกไปเรื่อยๆ เมื่อมีการระบาดของมะละกอในพื้นที่หนึ่ง ก็ทำการย้ายไปยังพื้นที่อื่นๆ ดังนั้น หากพิจารณาถึงพื้นที่รวมทั้งหมดของมะละกอและผลผลิตในแต่ละปีแล้ว พบว่าไม่ได้ลดลงอย่างชัดเจน ทั้งนี้เกิดจากการย้ายพื้นที่ใหม่ในแต่ละปี ปัญหาที่สำคัญคือ เมื่อไวรัสระบาดไปในทุกพื้นที่จนไม่สามารถย้ายไปได้แล้ว จะมีที่ปลอดการ ระบาดของไวรัสใบด่างจุดวงแหวนให้เราปลูกมะละกออยู่อีกหรือไม่


            การเกิดโรคไวรัสใบด่างจุดวงแหวน  อาจเกิดจากการติดเชื้อ ปนเปื้อนมากับเมล็ดพันธ์ก่อนการนำมาปลูก เมื่อมีการระบาดในแปลงปลูกมะละกอ ต้นมะละกอที่ติดเชื้อจะมีอาการ ใบหงิกงอ ขนดใบเรียวเล็ก บนก้านใบและครึ่งบนของลำต้นจะเป็นรอยช้ำเป็นจุดๆ หรือรอยขีด ดอกและผลร่วง หากติดผลเนื้อมะละกอจะแข็งกระด้าง เมื่ออาการรุนแรงเชื้อจะกระจายไปถึงยอดทำให้ใบเล็กลง ใบหงิก ยอดจึงหยุดการเจริญเติบโต ใบและยอดจะค่อยๆซีด ด่างและเหลืองลง ปัจจัยที่เป็นตัวแปรก่อให้เกิดโรคไวรัสใบด่างวงแหวนมะละกอ อาจแบ่งได้เป็น 2 ปัจจัยใหญ่ๆ คือ
1.  ปัจจัยภายในที่เป็นอยู่เดิม มะละกอเป็นพืชที่มีความอ่อนไหวต่อสิ่งแวดล้อมที่เข้ามากระทบได้ง่าย ส่งผลให้ต้นมะละกออ่อนแอและทรุดโทรมได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งมะละกอเป็นพืชที่มีระบบรากตื้นแต่อายุการให้ผลผลิตนานและต่อเนื่อง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องบำรุงธาตุอาหารให้ทันกับความต้องการอยู่เสมอ หากขาดธาตุอาหารต้นจะอ่อนแอและทรุดโทรมอย่างได้ชัด ขณะเดียวกันมะละกอยังเป็นพืชอวบน้ำ หากขาดน้ำหรือได้รับน้ำมากเกินไป ต้นมะละกอจะมีอาการเหี่ยวเฉาและใบเหลือง ซึ่งแสดงว่าต้นมะละกอกำลังอ่อนแอ เสี่ยงต่อการถูกเชื้อไวรัสเข้าทำลายได้ง่าย โดยเฉพาะ เชื้อ"Phytopthera sp.” เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด โรคเน่า โคนเน่า จนกระทั่งนำไปสู่การเป็นโรคไวรัสใบด่างวงแหวน  การตัดต่อพันธุกรรมหรือผสมข้ามสายพันธุ์เพื่อให้ได้พันธุ์ใหม่ๆ ที่ตอบสนองด้านการเจริญเติบโตเร็ว ให้ผลผลิตที่ดก ทำให้ผนังเซลล์ของเนื้อเยื่อต่างๆบางลง จึงขาดความสมดุล โครงสร้างจึงมีความอ่อนแอ
2.  ปัจจัยภายนอกที่มีอิทธิพล การเข้าทำลายของเพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน และไรแดง ซึ่งเป็นแมลงที่เข้ามาดูดกินน้ำเลี้ยงมะละกอเป็นหลัก และยังรวมถึงการทำลายของเชื้อราAnthracnose ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ต้นมะละกออ่อนแอจนทำให้ไวรัสเข้าทำลายได้ง่าย
 การใส่ปุ๋ยมีความสำคัญ หากใส่ปุ๋ยตรงกับความต้องการ มะละกอจะมีใบเขียวสด แต่ถ้าให้ปุ๋ยมากเกินไป เช่น ในฤดูฝนให้ปุ๋ย ไนโตรเจน  (N) สูง ต้นมะละกอจะเกิดอาการ Over Nitrogen และการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชอาจเกิดผลกระทบโดยตรงต่อระบบราก


นับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโรคไวรัสใบด่างจุดวงแหวน นักวิจัยเองก็ได้พยายามหา วิธีป้องกันกำจัดโดยใช้เทคนิคและวิธีการต่างๆ หลายวิธี เช่น  
     1. การกำจัดเพลี้ยอ่อนที่นำโรคมายังมะละกอ แต่วิธีนี้ใช้ไม่ได้ผล เพราะเพลี้ยอ่อนไม่ได้อาศัยอยู่บนต้นมะละกอ และยังใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีก็ทำให้มะละกอเป็นโรคได้
     2. การขุดรากถอนโคนทำลายต้นเป็นโรค วิธีนี้ได้ผลดีเฉพาะพื้นที่ปลูกที่ห่างไกลจากแหล่งปลูกมะละกอ หรือมีพืชกำบังเพื่อป้องกันไม่ให้เพลี้ยอ่อนจากนอกพื้นที่เข้ามาเท่านั้น
     3. หาพันธุ์ต้านทานโรคในธรรมชาติ หรือปรับปรุงพันธุ์ต้านทานโดยวิธีผสมเกสร ซึ่งเป็นวิธีที่ดี แต่ยังไม่สามารถพัฒนาพันธุ์ที่ต้านทานโรคได้
     4. การทำมะละกอGMOs ซึ่ง เป็นวิธีสุดท้าย และเป็นที่ยอมรับของหลายประเทศ และถือเป็นความหวังหนึ่งของเกษตรกรที่กำลังประสบปัญหาการระบาดของไวรัสใบด่างจุดวงแหวนอยู่
การทำมะละกอGMOs เป็นการเลียนแบบการทำวัคซีนให้กับมะละกอ แต่ใส่เฉพาะยีนของโปรตีนที่ห่อหุ้มไวรัสเท่านั้น โดยใช้เทคโนโลยีทางพันธุวิศวกรรม การพัฒนามะละกอGMOs นี้มีในหลายประเทศรวม ทั้งประเทศไทยด้วย สำหรับการพัฒนามะละกอGMOs ในประเทศไทยอยู่ในระหว่างการ รอทดสอบในแปลงปลูกหรือการทดสอบภาคสนาม ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการทดสอบความปลอดภัยเพื่อให้มีข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่ ชี้ว่ามะละกอGMOsปลอดภัยกับระบบนิเวศจริงหรือไม่

 
หลักการหยุดไวรัสใบด่างวงแหวนมะละกอ ตามหลักการและแนวทางของ..ออร์กาเนลไลฟ์
กระบวนการ Systemic Acquired Resisitance (SAR) : นวัตกรรมใหม่ในการหยุดยั้ง ไวรัสใบด่างวงแหวนในมะละกอ
 1. อาศัยกลไกในการทำงานของ Systemic Acquired Resistance (SAR)
SAR  เป็นระบบป้องกันตัวเองของพืชตามธรรมชาติ ซึ่งจะถูกกระตุ้นเมื่อเชื้อโรค ทั้งเชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัส ที่เข้าทำลายพืชทำให้เกิดบาดแผลพืชจะเกิดการการตอบสนองอย่างฉับพลัน Hypersensitive Response (HR) และหลั่งสารSalicylic acid  ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นสัญญาณ(SAR Signal) โดยผ่าน SA-Signaling Pathwayส่งสัญญาณไปยังเซลล์ต่างๆทั่วทั้งต้นพืช  กระตุ้นให้ยีนต้านทานโรค (PR-Genes) สร้างโปรตีนต้านทานโรคตัวหนึ่งขึ้นมา(PR-Proteins) ที่ทำหน้าที่เป็นสารควบคุมและฆ่าเชื้อโรคหลายๆชนิด ทำให้พืชมีภูมิต้านทานโรค และสามารถรักษาโรคและป้องกันการเกิดโรคที่มีสาเหตุมาจากเชื้อรา แบคทีเรียและไวรัสได้ ก่อนที่เชื้อโรคจะลุกลามไปทั่วทั้งลำต้น
2. อาศัยกลไกในการทำงานของ  Induced Systemic Resistance (ISR)  โดยผ่าน JA-Signaling Pathwayด้วยการส่งสัญญาณเพื่อสร้างสารต่อต้านเชื้อโรค ในกลุ่มของ Defense Proteins หลายๆชนิดอาทิ Defensins, Basic PR-Proteins ( อยู่ในช่องว่างในเซลล์ Vacuole) , Hevein-like Proteins, Thionins etc.
3. อาศัยกลไกในการทำงานของ  Induced Systemic Resistance (ISR)  โดยผ่าน JA-Signaling Pathwayด้วยการส่งสัญญาณเพื่อสร้างสารต่อต้านแมลง ซึ่งสารต่อต้านแมลงอาจแบ่งได้เป็นหลักๆ 3 กลุ่ม อาทิ 
กลุ่มที่ 1 กลุ่ม Alkaloids อาทิ Saponin, Nicotine ฯลฯ ที่มีผลต่อระบบประสาทของแมลง และเอ็นไซม์ต่างๆ
กลุ่มที่ 2 กลุ่ม Proteinase Inhibitors มีผลต่อเอนไซม์ในระบบการย่อยของแมลง ทำให้เกิดอาการขาดอาหารที่มีผลต่อการเจริญเติบโตในแมลง
กลุ่มที่ 3 กลุ่ม Volatile Signal  อาทิ Terpines , Indoles, Phenolicsฯลฯ เป็นสารระเหยที่ส่งสัญญาณในการขับไล่แมลงโดยตรง หรือทางอ้อมโดยสารระเหยที่ส่งสัญญาณล่อแมลง Predators (แมลงล่าเหยื่อ) เพื่อมากำจัดแมลงศัตรูพืช
  4. การให้ธาตุอาหารพืชบางตัวที่จำเป็น อาทิ แคลเซียม(Ca) เพื่อช่วยให้ผนังเซลล์ของพืชแข็งแรง ทำให้ขบวนการสร้างภูมิต้านทานโรคและแมลงดีขึ้น  และ สังกะสี(Zn) เพื่อช่วยในขบวนการสังเคราะห์สารต่อต้านโรคและแมลงและช่วยขบวนการส่งสัญญาณต่อต้านโรคและแมลงให้ดีขึ้น
   เพื่อเป็นสารตั้งต้น( Precursor ) ในการสร้างโปรตีนบางตัวในการต่อต้านโรคและแมลง และยังช่วยในการให้พลังงานแก่พืชด้วย  หรือการให้สาร Malate Compounds ซึ่งเป็นสารตั้งต้น(Precursors) ในการสร้างสารต่อต้านโรคและมลงต่างๆ อาทิ สาร Alkaloids, Volatile Signals เป็นต้น
6. มะละกอที่ถูกทำลายโดยเชื้อไวรัสใบด่างวงแหวน  ทำให้ท่ออาหารและท่อน้ำเลี้ยงของต้นมะละกออาจอุดตัน เสื่อมประสิทธิภาพลง จำเป็นต้องฟื้นฟูด้วยการให้อาหารทางใบ ซึ่งพืชจะได้รับสารอาหารทางปากใบโดยตรง และเข้าสู่กระบวนการปรุงอาหารเพื่อไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว พืชจึงฟื้นตัวได้รวดเร็ว โดยการใช้สารให้พลังงานและอาหารพืชสำเร็จรูปที่จำเป็น อาทิ Monosaccharide , Amino acid , Organic acid ฯลฯ
แนวทางการแก้ปัญหาไวรัสใบด่างวงแหวน ระบบ ORG-Model  By Organellelife

 

1.  ซิกน่า ออล อิน วัน(ZIGNA All in One ) 

 

สารส่งสัญญาณในการต่อต้านโรคและแมลงต่างๆ( Cell Signalingin Resistance of Plant for Pathogen& Insect ) ทำงานผ่านระบบ SAR และ ISR ซึ่งมีส่วนผสมของสารสำคัญในขบวนการ SA-Signaling Pathway และขบวนการ JA-Signaling Pathway และธาตุอาหารสำคัญบางตัวอาทิ Ca , Znและสารสำคัญบางตัว อาทิ Amino acid , Malate Compounds เป็นต้น

 

 2. ซาร์คอน ( SARCON) 

 

 เพื่อจุดประสงค์ที่สำคัญคือ
2. 1. กระตุ้นกระบวนการ Revitalization ระบบเซลล์ของพืช อาทิ การฟื้นฟูเซลล์และสร้างเซลล์ใหม่  การบำรุงเซลล์ให้สมบูรณ์ ไม่แบ่งเซลล์ที่ผิดปกติ  การซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอ 
2.2. กระตุ้นกระบวนการสร้างภูมิคุ้มกันโรคพืช( Systemic Acquired Resistances: SAR) อาทิ ป้องกันโรครากเน่า-หัวเน่า โรคใบไหม้ต่างๆ
2.3 กระตุ้นการสร้างเกราะป้องกันแมลงและโรค(Agglomeration of ColliodsAggregrate) อาทิ ป้องกันเพลี้ยแป้ง
และหนึ่งในนั้นก็คือ"กระบวนการสร้างเกราะป้องกันเพลี้ย" ด้วย"Orthosilisic acid" ที่แตกตัวเป็นสารในรูป"Polymer" และเข้าสู่กระบวนการ" Polymerization" จนเปลี่ยนรูปเป็นสาร "Colloids" และเข้าสู่กระบวนการ"Agglomeration" เพื่อเปลี่ยนรูปให้เป็นผลึกแข็ง(Colloids Aggregrate) และถูกเคลื่อนย้ายไปที่"ผนังเซลล์"(Cell Walls) ต่อไป ผนังเซลล์ก็จะแข็งแบบ"ผนังคอนกรีต" ยากซึ่งที่ปากเพลี้ยจะมาเจาะดูด แปลงอื่นอาจจะมีเพลี้ยมาเจาะน้ำเลี้ยงได้ง่ายและปล่อยเชื้อไวรัสไว้ แต่เราป้องกันไว้ดีกว่า การใช้ยาเคมีดูดซึมจะฆ่าเพลี้ยที่เป็นพาหะนำเชื้อไวรัสใบหงิกได้ ตัวเพลี้ยมันตายไปแต่มันก็ปล่อยเชื้อไวรัสไว้ในพืชแล้ว พืชได้รับเชื้อก็ติดโรคไปแล้วเมื่อพืชได้รับ "ซาร์คอน" (SARCON) ในใบพืช ซิลิคอนจะสะสมมากในชั้นผนังเซลของเซลผิวนอกชนิดต่าง ๆ (epidermal cells) ได้แก่ bulliform cell, Cork cell, guard cell, long cell, micro-hair, prickle hair, silica cell, subsidiary cell และสะสมน้อยในเซลชั้นกลาง
(mesophyll cells) และระบบท่อลำเลียง (vascular bundle cells) และระบบท่อลำเลียง (vascular bundle cells) ซิลิคอนช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงปกป้องการบุกรุกของศัตรูพืชและสภาพแวดล้อมเลวร้ายต่าง ๆ ปกติพืชได้รับ Silicon ทีละน้อยจากการดูดซึมทางรากและเคลื่อนย้ายไปยังผนังเซลที่สะสมซิลิคอน เมื่อถูกกระตุ้นซิลิคอนจะรวมตัวกันเป็นชั้นโพลิเมอร์ในผนังเซลในรูป silicon – cellulose membrane ช่วยทำให้ผนังเซลแข็งแรงขึ้นเพื่อป้องกันตนเอง


มีส่วนผสมของกรดซิลิซิคหรือซิลิคอนในรูปที่ละลายน้ำได้ และสามารถซึมผ่านเข้าไปในพืชได้ง่ายและรวดเร็ว เป็นสารช่วยสร้างความต้านทานโรคและแมลงให้แก่พืช โดยกรดซิลิซิคในรูปที่ออกฤทธิ์ได้ (Orthosilicic acid) จะช่วยเสริมสร้างโครงสร้างพืชให้แข็งแรงโดยเฉพาะในชั้นเซลล์ผิวนอก(Epidermis) กรดซิลิซิคสะสมในผนังเซลล์และจะรวมตัวเป็นชั้นโพลิเมอร์(polymer)ปกป้องพืชเมื่อถูกกระตุ้นจากการบุกรุกของโรคและแมลง กรดซิลิซิคยังช่วยทำลายพิษที่ได้รับจากศัตรูพืชและยังช่วยส่งเสริมการสังเคราะห์และการออกฤทธิ์ของสารต้านทานโรคและแมลงที่พืชสร้างขึ้นเองเช่น phytoalexins, flavonoids เป็นต้น
กรดซิลิซิคที่รวมตัวกันเป็นชั้นของโพลิเมอร์( Layer of Polymers) เพื่อปกป้องพืช ก็ยังทำหน้าที่ในการทำให้พืชทนทานต่อสภาวะเครียดต่างๆ จาก ความแห้งแล้ง ความร้อน ความหนาวเย็น ความเค็มของดิน ฯลฯ ได้ดี ทำให้พืช ทนแล้ง ทนร้อน ทนหนาว ทนเค็มได้ดี อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาดินเปรี้ยวและรักษาความชุ่มชื้นในดินได้ ช่วยให้รากพืชแข็งแรง หาอาหารได้เก่ง ตลอดจนคุณสมบัติอีกอย่างที่กรดซิลิซิคสามารถทำหน้าที่ได้ดีคือการปลดปล่อยธาตุอาหารที่ตกค้างในดินโดยเฉพาะฟอสเฟต และจับยึดสารพิษตกค้างในดินบางชนิดไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าสู่พืชและไปทำลายพืช


3. อีเรเซอร์-1  (Eraser-1)

 

สารกำจัดเชื้อโรคทั้งเชื้อไวรัส เชื้อราและแบคทีเรียแบบเฉียบพลัน และสารป้องกันเชื้อโรคในกระบวนการสร้างภูมิคุ้มกัน เสมือนเป็น"วัคซีน" ให้พืช ( ในกระบวนการ Systemic Acquired Resistance: SAR ) โดยผ่าน SA-Signaling Pathwayส่งสัญญาณไปยังเซลล์ต่างๆทั่วทั้งต้นพืช  กระตุ้นให้ยีนต้านทานโรค (PR-Genes) สร้างโปรตีนต้านทานโรคตัวหนึ่งขึ้นมา(PR-Proteins) ที่ทำหน้าที่เป็นสารควบคุมและฆ่าเชื้อโรคหลายๆชนิด ทำให้พืชมีภูมิต้านทานโรค และสามารถรักษาโรคและป้องกันการเกิดโรคที่มีสาเหตุมาจากเชื้อรา แบคทีเรียและไวรัสได้ ก่อนที่เชื้อโรคจะลุกลามไปทั่วทั้งลำต้น

 

4.  ไบโอเจ็ท (Bio-jet )

ฮอร์โมนพืชสกัดชนิดเข้มข้นสำหรับพืชทุกชนิด  ที่จะช่วยกระตุ้นการแบ่งเซลล์ใหม่ของรากและลำต้น"กระตุ้นแตกราก กระชากแตกยอด แตกใบใหม่"   กระตุ้นกระบวนการสังเคราะห์แสงให้เพิ่มขึ้น

ไบโอเจ็ท -  ช่วยกระตุ้นให้พืชมีการแตกตาอย่างสม่ำเสมอ อาทิ  ตายอด ตาดอก ตาใบ

ไบโอเจ็ท   -  ช่วยเพิ่มปริมาณแป้ง  น้ำตาล  ฮอร์โมนต่างๆ ทำให้พืชฟื้นตัวเร็ว  หลังจากเก็บเกี่ยว หรือ ฟื้นตัวเร็วหลังจากโดนน้ำแช่ขัง

ไบโอเจ็ท    -  ช่วยกระตุ้นให้พืชที่แคระแกรน เนื่องจากอากาศ ร้อนหรือหนาวเกินไป และพืชที่แพ้สารเคมี ให้มีการเจริญเติบโตดีขึ้น

ไบโอเจ็ท  -  สามารถใช้ผสมร่วมกับสารกำจัดศัตรูพืชได้หลายชนิด

ไบโอเจ็ท  -  พืชดูดซึมเข้าทางใบและรากได้ดี 

 

5. ORG-1 และ ORG-2 

- เพื่อให้ในสิ่งที่จำเป็นที่พืชต้องการ

สำหรับ ORG-1 ใช้เพื่อฟื้นสภาพต้นให้สมบูรณ์ พืชไม่โทรมง่าย เช่น หลังเก็บเกี่ยว หรือหลังจากประสบกับโรคระบาดเข้าทำลาย 
- ใช้เพื่อทดแทนการสร้างอาหาร ขณะที่พืชวิกฤติการปรุงอาหาร(การสังเคราะห์แสง)จากธรรมชาติได้ไม่เพียงพอ
- ใช้เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ ให้กับทุกส่วนของต้นพืช เช่น ส่วนราก ยอด ดอกและผล โตไว ใบใหญ่ ใบเขียวเข้ม ติดดอกดี ผลดก ผลใหญ่ ได้ขนาด รสชาติดี สีสวย เนื้อแน่น มีน้ำหนัก 
- ใช้เพื่อให้ต้นพืชมีความต้านทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศที่แปรปรวน ร้อนจัด หนาวจัด แล้งจัด เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว ฯลฯ
- ช่วยสร้างผนังเซลล์พืชให้แข็งแรง สามารถช่วยต้านทานการเข้าทำลายของโรคและแมลงได้

 


สำหรับ ORG-2 เป็นสารอาหารพืชชนิดพิเศษ ที่จำเป็น ช่วยเสริมสร้างความสมบูรณ์แข็งแรงให้แก่พืช 
สำหรับช่วงระยะเริ่มเจริญเติบโต ไปจนกระทั่ง ติดดอก ออกผล ลงหัว หรือ โตสมบูรณ์เต็มที่จนเก็บเกี่ยว  ช่วยปรับปรุงคุณภาพของผลผลิตให้ได้ปริมาณสูงสุด 
-ส่งเสริมการสร้างและสะสมอาหารภายในต้นพืช 
-ช่วยเสริมการสร้างตาดอก ติดดอกดี ช่วยผสมเกสรสมบูรณ์ 
-ลดการร่วงหล่น ขั้วเหนียว ผลดก ผลสวย ได้รูปทรงมาตรฐาน สม่ำเสมอ 
-ช่วยสร้างเนื้อให้แน่น มีน้ำหนักดี ขยายขนาดผล ทำให้ผลใหญ่ ผลหนัก
 -เพิ่มปริมาณแป้งในพืชหัวได้มากขึ้น  ทำให้พืชหัวมีขนาดใหญ่ แข็งแรง เนื้อแน่น ไส้ไม่กลวง 
-ช่วยพัฒนาคุณภาพของผลผลิตให้ดีขึ้น ช่วยเข้าสี สีสวย รสชาติดี
- ช่วยป้องกันผลกระทบจากสภาวะวิกฤต และความเครียดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพดินฟ้าอากาศ
     ต้านอากาศหนาว สู้อากาศร้อน  ทนอากาศแล้ง
- พืชฟื้นตัวไว  ให้ดอก ให้ผลเร็ว  ผลใหญ่ได้คุณภาพ และผลผลิตสูง

 

6.  ซอยล์ไลฟ์ (SoilLife)

 

      อินทรียวัตถุสกัดเข้มข้น ที่ใช้บำรุงดินให้ร่วนซุย ไม่แน่นทึบ หรือแน่นแข็ง ดินโปร่งร่วนซุย ระบายน้ำและอากาศได้ดี  ช่วยปลดปล่อยธาตุอาหารในดินที่ถูกตรึงไว้ออกมาให้พืชดูดกินได้อย่างสมบูรณ์ อีกทั้งยังให้ออกซิเจน (O2) แก่ดิน เพื่อฟื้นดินให้มีชีวิตและรากพืชงอกเร็วและแผ่ขยายได้เร็วขึ้น ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดินซึ่งจะสร้างแหล่งอาศัยให้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ดำรงชีวิตและทำกิจกรรมต่างๆได้
“รากฝอยแผ่กระจาย ผลผลิตเพิ่มมากมาย พืชขยายต้น ขยายใบให้ใหญ่งดงาม ต้นเขียวสมบูรณ์ และช่วยฟื้นฟูให้พืชที่อยู่ในสภาพต้นโทรมให้กลับมาแข็งแรง ต้นใหญ่ ใบเขียว


  วิธีการดูแลรักษามะละกอ ที่ถูกไวรัสใบด่างวงแหวน เข้าทำลาย
        เมื่อพบโรคไวรัสใบด่างวงแหวนมะละกอ ให้ใช้อีเรเซอร์-1 อัตรา 20 ซีซี +ซิกน่า อัตรา10 ซีซี.+ ออร์ซ่า(สารเสริมประสิทธิภาพ) อัตรา 4 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุกๆ 5 วัน 3-4 ครั้ง ทางดินควรมีการรด "ซอยล์ไลฟ์" ในอัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร รดต้นละประมาณ 1 บัวรดน้ำ  กระทั่งอาการของต้นมะละกอเริ่มดีขึ้น  หลังจากควบคุมอาการไวรัสอยู่แล้ว ให้เริ่มต้นบำรุงดูแลมะละกอ โดยการ ฉีดพ่น "ไบโอเจ็ท" เพื่อกระตุ้นการแตกยอด แตกใบใหม่ที่สมบูรณ์ และฉีดพ่น"ซิกน่า"ร่วมกับ"ซาร์คอน" ทุกๆ  10-15 วัน เพื่อป้องกันและคุ้มครองมะละกอไม่ให้เกิดการเข้าทำลายของเชื้อไวรัสอีกต่อไป  
         หลังจากมะละกอได้รับการรักษา ฟื้นฟูแล้ว เกิดการแตกยอดอ่อนใหม่ และมีกิ่งก้านที่สมบูรรกว่าเดิม ก้านใบไม่มีรอยช้ำ หรือหากรอยช้ำยังปรากฏให้เห็นได้ก็ไม่เป็นอันตราย เมื่อผ่าดูข้างในก้านใบ ไม่พบรอยช้ำภายใน  ดอกและผลเล็กที่มีอยู่แล้วไม่หลุดร่วง มีการติดดอกและผลใหม่ดกอย่างต่อเนื่อง
และเมื่อต้นมะละกอฟื้นตัวจนสมบูรณ์เต็มที่ พร้อมที่จะให้ผลผลิต ให้ฉีดพ่น ORG-1 + ORG-2 ทุกๆ 10-15 วัน เพื่อสร้างความสมบูรณ์ต่อการให้ผลผลิตที่ดี ไปจนถึงระยะมะละกอติดดอกออกผล และฉีดพ่นไปจนถึงระยะเก็บเกี่ยว 
        อยากบอกว่า ปัญหาเรื่องไวรัสใบด่างมะละกอนี้ ยังมีทางแก้ไข อยู่ที่ว่าเราจะหยุดหรือเดินต่อ แต่ถ้าเราหยุดและยอมแพ้ต่อเชื้อโรคนี้ คงไม่มีพื้นที่ปลูกมะละกอเหลือรอให้เราได้เก็บเกี่ยวผลอีกต่อไป ส้มตำมะละกอก็คงจะสูญหายหายไปจากเมนูยอดฮิตของคนไทยอีกต่อไป ดังนั้นจึงขอยืนยันว่าเราจะเดินต่อ ……


Line ID : organellelife

Tel. 084-8809595 , 084-3696633

www.organellelife.com

www.facebook.com/organellelife.org

 



 

สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2555 พัฒนาโดย บริษัท ออร์กาเนลไลฟ์ (ประเทศไทย) จำกัด
สำนักงานใหญ่ 99/122 หมู่ 8 ม.ชลลดา (วงแหวนรัตนาธิเบศถ์) ถนนบางไผ่-หนองเพรางาย ต.บางรักพัฒนา
อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี 11110 โทร. 02-9654089 , 084-8809595 , 084-3696633 e-mail : info@www.organellelife.com

หน้าแรก คลังความรู้ สินค้า ภาพกิจกรรม ข่าวประชาสัมพันธ์ VDO ปฏิทินกิจกรรม ติดต่อเรา ห้องสนทนาประธาน บริษัท ออร์กาเนลไลฟ์ (ประเทศไทย) จำกัด