ประวัติความเป็นมา
ประวัติท่านประธาน
สารจากท่านประธาน
เพลงบริษัท
สปอตโฆษณา
คำถามที่ถามบ่อย
 
เทคนิค 3 + 3 = 30
Axzon สารสั่งลงหัว  ในพืชตระกูลหัว
 
ทฤษฏี "วันเดอร์แลนด์"
เปิดโลกนวัตกรรมชีวเคมี Biochemistry แห่งโลกอนาคตทางการเกษตร
 
นานาสาระน่ารู้ เกี่ยวกับการเกษตร
"เพิ่มความหวาน"..แอปเปิ้ล..มะละกอ..กล้วย..ส้ม..ส้มโอ..โอ้โห..ง่ายจัง ..
"ลำไย" ..ใครว่าทำยาก ?
"ฉีดวัคซีนให้พืช" อย่าลืม "ฉีดวัคซีนให้ดิน" ด้วย
เจอ "ยางตายนึ่ง" ไม่ต้องเครียดและกลุ้มใจ..คลิ๊ก..ที่นี่
ทฤษฎีการเลียนแบบกระบวนการธรรมชาติของพืช "พาร์ทเวย์" สารทดแทนการสังเคราะห์แสงของพืช
มหัศจรรย์ ออร์โธ่ซิลิซิค แอซิค "ซาร์คอน" สินค้าดีที่ถูกลืม
“ดินทะเลาะกัน” มันหัวใหญ่ หอม กระเทียมหัวใหญ่ ด้วย “สารรังควาญดิน” SOIL-AST ( ซอยล์แอสท์)
จุดเปลี่ยนการเกษตรประเทศไทย โดยใช้..องค์ความรู้ที่ซ่อนอยู่ในธรรมชาติ ด้วยศาสตร์แห่ง กระบวนการชีวเคมี (Biochemistry) ของพืชในแบบฉบับของทฤษฎี "วันเดอร์แลนด์" (Wunderland By Organelle life)
ก้าวข้ามมิติ..การปลูกมันสำปะหลังแบบเดิมๆ เพื่อก้าวเข้าสู่..มิติใหม่ โดยใช้กระบวนการ "Tuberization" ด้วยโปรแกรม "วันเดอร์แลนด์ 30 ตัน" มันเงินล้าน
Wunderland "PATHWAY + ERASER-1"  A Proper Technique for Optimizing Rubber Latex Productivity must.
 


สถิติผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์
Today
1
Yesterday
17
This Month
137
Last Month
5
This Year
7,953
Last Year
15,431
เริ่มนับ : 18 พ.ค. 55
 

การจัดการไร่ปลูกยาสูบเวอร์จิเนีย ยุคใหม่
การจัดการไร่ปลูกยาสูบเวอร์จิเนีย ยุคใหม่
ไฟล์เอกสาร...คลิกที่นี่
 

 

ตาราง : สรุปขั้นตอนการผลิตใบยาสูบเวอร์จิเนีย

 

สภาพพื้นที่ดินปลูก

ช่วงเวลาปลูก

การเตรียมแปลง

และระยะปลูก

การใช้ปุ๋ยที่ถูกต้อง & เหมาะสม

การดูแลปฏิบัติ & รักษา

การตอนยอด

การเก็บเกี่ยว

¤ปรับสภาพ PH ของดินด้วย “ซอยแอสท์” อัตรา 50-100 กก/ไร่ หว่านหลังไถขึ้นแปลงเสร็จ

¤ ปรับโครงสร้างดินที่แน่นทึบด้วย “ซอยไลฟ” อัตรา ไร่ละ 5-10 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร รดต้นละ 1กระป๋องนม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

¤ช่วงที่เหมาะสมควรเห็นช่วงที่มี ทั้งนี้เพราะยาสูบเป็นพืชวันสั้น (Short day plant) คือปลูกตั้งแต่เดือน กรกฎาคม จนถึง กันยายน (รุ่น EARLY CROP) และ เดือนตุลาคม ถึง พฤศจิกายน ในรุ่น MIDDLE CROP

¤ระยะระหว่างแถว 120 ซม.

¤ระยะระหว่างต้น 60 ซม.

¤1 ไร่จะได้ ต้นปลูก 2,200 ต้น

¤ปุ๋ยรองพื้น (Base dressing) ควรใช้ สูตร N : P : K = 1 : 1.5 : 3

จะเหมาะสมทั้งต้นทุนและธาตุอาหารที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของยาสูบแต่ละวัย ให้ใช้ปุ๋ย เพาเวอร์เฟอร์ท สูตร 8 – 12 - 24 + 4MgO + 0.06B อัตราไร่ละ 100 กิโลกรัม แบ่งใส่ 2 ครั้ง

ครั้งที่ 1 หลังปลูก 7-10 วัน (ฝัง)

ครั้งที่ 2 หลังปลูก 25 วัน (ฝัง)

¤ปุ๋ยแต่งข้างหรือปุ๋ยเติมแต่ง (Sidedressing)ให้ใช้ปุ๋ย แคลเซียมไนเตรต สูตร 15 - 0 - 0 +0.05 B ซึ่ง N อยู่ในรูป No3(ไนเตรต) อัตรไร่ละ 40-50 กิโลกรัม (แล้วแต่รุ่นปลูกและสภาพดิน) โดยใส่ช่วงอายุ 10 วัน และ 25 วัน อาจฝังหรือผสมน้ำรดก็ได้

¤กรณีฝัง ให้ใส่ต้นละ 20-30 กรัม/ต้น

¤กรณีผสมน้ำรด ให้ผสมปุ๋ย 8-15 กระป๋องนมต่อน้ำ 200 ลิตร (หรือ 1 ถังยางมะตอย)

¤การป้องกันกำจัดโรคต่างๆ

1. โรคใบทด ฉีดพ่นด้วย “ซิกน่า” 10ซี.ซี./ น้ำ 20 ลิตร

2. โรคใบด่าง ให้ฉีดพ่นด้วย “ซิกน่า” 10ซี.ซี. / น้ำ 20 ลิตร เพื่อป้องกันเพลี้ยอ่อน น้ำเชื้อโรค และฉีดพ่นด้วย “ซาร์คอน” อัตรา 20 ซี.ซี. / น้ำ 20 ลิตร

3. โรคใบจุดลาย ให้ฉีดพ่นด้วย “คาร์บ๊อกซิล-พลัส” อัตรา 20 ซี.ซี./น้ำ 20 ลิตร และ “ซาร์คอน” อัตรา 20 ซี.ซี./น้ำ 20 ลิตร

4. โรคใบจุดเหลี่ยมหรือไฟลามทุ่ง ให้ฉีดพ่นป้องกันด้วย “อีเรเซอร์-1” อัตรา 20 ซี.ซี/น้ำ 20 ลิตร

5.โรคเหี่ยว (ตายผาก) ให้รดยาหรือฉีดพ่นโคนต้นด้วย “อีเรเซอร์-1” อัตรา 20 ซี.ซี/น้ำ 20 ลิตร หลังปลูกและฉีดพ่นด้วย “คาร์บ๊อกซิล-พลัส” อัตรา 20 ซี.ซี./น้ำ 20 ลิตร ทุกๆ 7-10 วัน 2-3 ครั้ง

¤แมลงศัตรูต่างๆ

1.หนอนเจาะยอด , หนอนกินใบ, ให้ฉีดพ่นด้วย “ซิกน่า” เพื่อไล่แลงตัวแม่ไม่ให้มาวางไข่

¤ตอนยอมเมื่อเริ่มส่งคอดอก

¤เด็ดใบที่สั้นกว่า 1 คืบทิ้ง พร้อมยอด

¤คุมแขนงทันที ด้วยสาร EKK#99 อัตรา 20 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร แล้วรดที่ต้นยาสูบ ต้นละ 10 ซี.ซี.

¤เตรียมความสมบูรณ์พร้อมจะสุกแก่ด้วยการฉีดพ่น “พาร์ทเวย์-เพาเวอร์-5” อัตรา 20 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร ในช่วงอายุตั้งแต่

ครั้งที่ 1 45 วัน

ครั้งที่ 2 55 วัน

ครั้งที่ 3 65 วัน

เพื่อให้ใบยาสูบสุกแก่สมบูรณ์ ง่ายต่อการเก็บเกี่ยวที่ถูกต้องได้ใบยาแห้งคุณภาพสูง

 

 

" target="_blank">
การจัดการโรค พริก (โรคกุ้งแห้ง โรคแอนแทรคโนส โรคเน่า โรคเหี่ยว โรคใบหงิก ฯลฯ)
การจัดการโรค พริก (โรคกุ้งแห้ง โรคแอนแทรคโนส โรคเน่า โรคเหี่ยว โรคใบหงิก ฯลฯ)

เรื่องของพริก พริกเหี่ยวเฉา พริกเน่า

 
 
 

พริกเหี่ยวเฉา ทีไร   หัวใจ..เกษตรกรก็เหี่ยวเฉา ตามไป 
พริกเน่า ทีไร   หัวใจ..เกษตรกรก็อับเฉา ตามไปด้วย


เราจะช่วยเขาอย่างไรกันดี
วันนี้  เรามาทำ.."ประกันชีวิต" ให้กับ "พริก"  กันดีไหม?   
เพื่อไม่ให้ผลผลิต "พริก" มัน.. "พลิก" นั่นไง

ในภาวะปัจจุบันที่เศรษฐกิจของประเทศเริ่มตกต่ำและย่ำแย่ลง การประกอบอาชีพต่าง ๆ เหมือนกัน  ไม่ว่าจะเป็นปัญหาราคาผลผลิตที่ตกต่ำ  ปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นราคาวัสดุหรือปัจจัยการผลิต อาทิ ปุ๋ยเคมีหรือสารกำจัดศัตรูพืชต่าง ๆ ที่จำเป็น  ต่างก็ขยับราคาสูงขึ้นตามภาวะราคาน้ำมัน จึงทำให้เกษตรกรเองก็เผชิญกับปัญหาความยากลำบากในการดำเนินอาชีพ  เพราะรายได้ลดน้อยลง  เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูงขึ้น  การหาทางออกโดยการเรียกร้องให้มีการปรับราคาผลผลิตให้สูงขึ้น  คงเป็นเรื่องยาก  ทั้งนี้เพราะมันต้องขึ้นกับปัจจัยทางการตลาดที่มีการแข่งขันกันสูงในตลาดโลก  ดังนั้นการหาทางออกจึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมด้วยช่วยกันหาแนวทางที่ดีที่สุดและมีความเป็นจริงได้มากที่สุดเพื่อให้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้มีทางออก "การเพิ่มคุณภาพ  เพิ่มผลผลิต พิชิตความเสียหาย”ของผลผลิตจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

 เคล็ดลับการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตพริก “ "เพิ่มคุณภาพ  เพิ่มผลผลิต  พิชิตความเสียหาย"”
การเพิ่มคุณภาพ  คือการทำให้ผลผลิตมีคุณภาพที่สูงขึ้น  ทำให้ได้พริกเกรดสูงมากขึ้น ทำให้ได้ราคาสูงขึ้น เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มทางราคา
การเพิ่มผลผลิต  คือ  การทำให้ผลผลิตมีผลใหญ่ ผลยาวขึ้น  น้ำหนักต่อไร่สูงขึ้น เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มทางรายได้
พิชิตความเสียหาย  คือ การลดความสูญเสียทั้งจากโรค  แมลง  เข้าทำลาย  การลดความเสียหายจะเท่ากับเป็น  “การลดต้นทุน”  การผลิตต่อหน่วยให้ต่ำลง

พริกเป็นพืชผักในกลุ่ม Solanacious เซ่นเดียวกับมะเขือเทศแต่อยู่ใน Genus Capsicumในประเทศไทยที่นิยมปลูกมีอยู่ด้วยกันหลายชนิดทั้งเผ็ดและไม่เผ็ดเช่น พริกขี้หนู (bird chilli) พริกมันหรือพริกชี้ฟ้า (hot pepper) พริกหยวก (banana pepper) และพริกยักษ์ หรือพริกหวาน (bell pepper) แม้ว่าพริกจะเป็นพืชผักที่ใช้ประกอบอาหารประเภทปรุงแต่งรส แต่ก็เป็นพืชสำคัญทางเศรษฐกิจจัดอยู่ในกลุ่มของพืชอาหารหลักชนิดหนึ่งของชาวไทยสามารถปลูกและเจริญเติบโตได้ดีในทุกภาคของประเทศและตลอดปี ขณะเดียวกันก็ปรากฎว่ามีโรคและศัตรูหลายชนิดขึ้นเกาะกินทำลายทำให้เกิดความเสียหายทั้งคุณภาพและปริมาณเป็นจำนวนมากในแต่ละปีเช่นกัน

พริกจัดอยู่ในสกุลแคปซิคัม (Capsicum มาจาก ภาษากรีก kapto แปลว่า "กัด") ซึ่งมี
ประมาณ 25 ชนิด (species) ที่นิยมปลูกกันมีเพียง 5 ชนิดเท่านั้น ได้แก่ C. annuum L., C.
baccatum L., C. chinensis Jacq., C. frutescens L., C. pubescens R. & P. และมีพันธุ์ที่
ถูกพัฒนาขึ้นอีกมากมาย พริกนั้นมีชื่อที่ใช้เรียกกันอยู่หลายคำ ได้แก่ pepper, chili, chilli, chile
และ capsicum คนไทยอาจจะคุ้นเคยกับคำว่า chilli พริกเป็นอาหารประจำวันที่มีประโยชน์
เกษตรกรไทยมักนิยมปลูกพริกอยู่ 2 ชนิดซึ่งได้แก่1.พริกหวาน พริกหยวก พริกชี้ฟ้า (ในกลุ่มC.
annuum) 2.พริกเผ็ดได้แก่ พริกขี้หนูสวน พริกขี้หนูใหญ่ (ในกลุ่มC. furtescens) พริกมีวิตามิน C
สูง เป็นแหล่งของกรด ascorbic acid ซึ่งสารเหล่านี้ช่วยขยายเส้นโลหิตในลำไส้และกระเพาะ
อาหารเพื่อให้ดูดซึมอาหารดีขึ้น ช่วยร่างกายขับถ่าย ของเสียและนำธาตุอาหารไปยังเนื้อเยื่อของ
ร่างกาย (tissue) สำหรับพริกขี้หนูสดและพริกชี้ฟ้าของไทย มีปริมาณวิตามิน ซี 87.0 - 90 มิลลิกรัม
/ 100 gนอกจากนี้พริกยังมีสารเบต้า - แคโรทีนหรือวิตามิน A สูง พริกยังมีสารสำคัญอีก 2 ชนิด
ได้แก่ Capsaicin และ Oleoresinโดยเฉพาะสาร Capsaicin (เอื้องฟ้า, 2543) เกษตรกรปลูกพริก
กันมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ สำหรับในภาคกลางนั้นมี
การปลูกพริกกันน้อยที่สุด พริกที่ปลูกในประเทศไทยเฉลี่ยปีละ 383,000 ไร่ ผลผลิตรวมประมาณ
356,000 ตัน จังหวัดที่ปลูกพริกมากได้แก่ นครราชสีมา อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ชัยภูมิ เชียงใหม่
นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ เลยและกาญจนบุรี (กรมส่งเสริมการเกษตร, 2541)

โรคพริกที่สำคัญ ได้แก่
(1) โรคกุ้งแห้ง ที่เกิดจากเชื้อรา Collectotrichum sp.,
(2) โรครากและโคนเน่าที่เกิดจากเชื้อรา Sclerotium rolfsii,
(3) โรคใบหงิก ใบด่าง ที่เกิดจากเชื้อไวรัส
(4) โรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อรา Fusarium oxysporum,
(5) โรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Pseudomonas solanacearum

 

 

" target="_blank">
'ลำไยนอกฤดู' กับออร์กาเนลไลฟ์
 

ลำไยเป็นพืชเศรษฐกิจและเป็นไม้ผลอันดับที่ 1 คู่กับวัฒนธรรมและชุมชนของผู้คนในจังหวัดเชียงใหม่ และลำพูนมาช้านาน สามารถสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว สร้างฐานะความเป็นอยู่ส่งลูกหลานเรียนจบทั้งในและต่างประเทศ ลำไยเป็นพืชที่ต้องการอากาศที่หนาวเย็นเพื่อกระตุ้นการออกดอกในฤดูช่วงเดือนมกราคม พื้นที่ปลูกลำไยริมฝั่งแม่น้ำปิง คนเฒ่าคนแก่เรียกพื้นที่น้ำไหลทรายมูล ฤดูกาลที่ลำไยออกสู่ตลาดช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมเท่านั้น พันธุ์ที่ปลูกได้แก่ พันธุ์สีชมพู พันธุ์เบี้ยวเขียว พันธุ์แห้ว และพันธุ์อีดอ (พันธุ์ที่ออกก่อนฤดู) การบริหารจัดการและระบบการผลิตพึ่งพาธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ ในปี 2541 มีการค้นพบสารโพแทสเซียมคลอเรต ที่สามารถทำให้ลำไยออกดอกนอกฤดูกาลได้ โดยช่างทำดอกไม้ไฟไม่ต้องอาศัยอากาศหนาวเย็นก็สามารถทำให้ลำไยออกดอกได้ สามารถปลูกได้ทั่วไปเกือบทุกภาคของประเทศ ทำให้มีการขยายพื้นที่การปลูกอย่างมากในภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกในอำเภอโป่งน้ำร้อนและอำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี ซึ่งผลิตลำไยนอกฤดูเท่านั้น สามารถทำรายได้ให้กับเกษตรกรเจ้าของสวนเป็นกอบเป็นกำกว่าไม้ผลดั่งเดิมของจังหวัด ไม่มีปัญหาเรื่องราคาผลผลิตเหมือนกับลำไยในจังหวัดอื่น ๆ ที่มีปัญหาบางปีลำไยให้ผลผลิตมาก ผลผลิตล้นตลาด ราคาถูก ไม่คุ้มค่ากับต้นทุนการผลิต ซึ่งปัญหาการผลิตลำไยในภาคเหนือโดยเฉพาะเชียงใหม่และลำพูน ยังเป็นการผลิตลำไยในฤดู และอาศัยปัจจัยการผลิตโดยอิงธรรมชาติแบบดังเดิมอยู่ใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีในการผลิตค่อนข้างน้อยและเป็นส่วนน้อยที่ผลิตลำไยนอกฤดู ทำให้ขาดแคลนแรงงานในช่วงลำไยออกสู่ตลาด ลำไยต้นสูงต้องเสียเวลาในการปีนเก็บและค่าไม้ค้ำ คุณภาพขนาดของผลและสีผลไม่ตรงตามความต้องการตลาด ผลผลิตกระจุกตัวทำให้พ่อค้าได้เปรียบ การแปรรูปรองรับไม่ทัน สิ่งต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นผลกระทบและเกี่ยวข้องกับเกษตรกรผู้ปลูกลำไยในฤดู

 

เทคนิคและการบริหารจัดการลำไยนอกฤดู
ระยะปลูก 10x10 เมตร ในส่วนของการบริหารจัดการการผลิตลำไยให้ประสบความสำเร็จจะต้องเอาการตลาดเป็นตัวนำการผลิต เพราะเมื่อผลผลิตออกจะตรงกับความต้องการของตลาดและราคาจะสูง โดยในสวนจะแบ่งการผลิตออกเป็น 4 ส่วน ๆ ละ 200-300 ต้น ตามเทศกาลของประเทศจีนเป็นหลัก และลดความเสี่ยง
คือ ช่วงที่ 1 ให้สารเดือนมีนาคม เก็บผลผลิตเดือนกันยายน ตรงกับงานชาติจีน
ช่วงที่ 2 ให้สารเดือนเมษายน เก็บผลผลิตเดือนธันวาคม เทศกาลปีใหม่สากล
ช่วงที่ 3 ให้สารเดือนมิถุนายน เก็บผลผลิตเดือนมกราคม ก่อนเทศกาลตรุษจีน
ช่วงที่ 4 ให้สารเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม เก็บผลผลิตเดือนมีนาคม วันเช็งเม้ง
นอกจากการใช้ตลาดเป็นตัวนำแล้วสิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องมีแหล่งน้ำเพียงพอและความสมบูรณ์ของต้นลำไยและการแบ่งทำเป็นรุ่น ๆ จะช่วยลดความเสี่ยงในเรื่องของราคา
การตัดแต่งกิ่ง
ตัดแต่งกิ่ง 2 รูปแบบ คือ ทรงเปิดกลางทรงพุ่มและทรงฝาชีหงาย ความสูงประมาณ 3 เมตร ข้อดีของการตัดแต่งกิ่ง คือ ต้นเตี้ยการเก็บเกี่ยวและการจัดการง่าย ทรงพุ่มโปร่งไม่ค่อยมีโรคและแมลงระบาด การตอบสนองต่อสารโพแทสเซียมคลอเรตดี ออกดอกติดผลดี ผลโตสม่ำเสมอ

การแตกใบอ่อน แตกใบอ่อน 2 ครั้งเป็นอย่างน้อย ถึงจะกระตุ้นการออกดอก
การให้สารโพแทสเซียมคลอเรต
ระยะใบเพสลาด คือ ใบเริ่มจะแก่จึงเริ่มให้สารโพแทสเซียมคลอเรต ต้องวิเคราะห์ความบริสทุธิ์ของสารคลอเรต ก่อนโดยส่งให้ภาควิชาทรัพยากรดินและสิ่งแวดล้อม คณะผลิตกรรมการเกษตรมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ค่าวิเคราะห์ตัวอย่างละ 90 บาท เพื่อให้แน่ใจได้ว่าเป็นสารที่บริสุทธิ์จะได้กำหนดปริมาณสารให้ถูกต้อง และไม่เกิดปัญหากับการออกดอกของลำไยตามมาภายหลัง เพราะถ้าหากไม่บริสุทธิ์จะทำให้ลำไยออกดอกไม่สม่ำเสมอ ทำให้ขาดทุน และกว่าจะรู้ต้องรอถึง 25 วันขึ้นไปกว่าลำไยจะแทงช่อดอก

 

 

วิธีการให้สารโพแทสเซียมคลอเรต
- ต้นลำไยอายุ 13-15 ปี ให้สาร 1 ถึง 1.5 กิโลกรัม
- ทำความสะอาดภายในทรงพุ่ม
- หวานสารคลอเรตในทรงพุ่มและใช้บัวรดน้ำรดน้ำตามพอให้สารละลายหมด
- ให้สารช่วงตอนเช้าจะได้ผลดีที่สุด (ตอนบ่ายหยุด)
- หลังจาก 25 วัน ลำไยจะเริ่มแทงช่อดอกให้เห็น

การให้น้ำ
ทำคันรอบทรงพุ่มลำไย ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องโดยการสังเกตว่าถ้าดินในทรงพุ่มเริ่มแห้งก็ให้น้ำ

การให้ปุ๋ย
เก็บตัวอย่างดินวิเคราะห์ความอุดมสมบูรณ์ของดิน
1. ให้ปุ๋ยช่วงหลังตัดแต่งกิ่ง โดยให้ปุ๋ยยูเรียและปุ๋ยคอกหรือสูตรตัวหน้าสูง สูตร 25-7-7
2. ให้ช่วงการแตกใบอ่อนแต่ละครั้ง โดยใช้สูตรเสมอ เช่น 15-15-15
3. ให้เมื่อติดผลเท่าหัวไม้ขีดไฟให้สูตรเสมอ สูตร 15-15-15
4. ให้เมื่อเมล็ดเริ่มเปลี่ยนสีจากขาวเป็นน้ำตาลให้สูตรตัวหลังสูง สูตร 13-13-21
KClO3


ความเป็นมาของการใช้โพแทสเซียมคลอเรตเร่งดอกลำไย
โพแทสเซียมคลอเรต สามารถผลิตได้ด้วยกระบวนการทางเคมี โดยใช้วิธีการผ่านก๊าซคลอรีนลงในสารละลายโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ที่อุณหภูมิสูงหรือวิธีการผ่านกระแสไฟฟ้าในสารละลายโพแทสเซียมคลอไรด์ อุณหภูมิ 50-60 องศาเซลเซียส ซึ่งจะเกิดโพแทสเซียมคลอเรตตกผลึกในสารละลาย
คุณสมบัติทางเคมี
- ประกอบด้วยธาตุโพแทสเซียม (K) คลอรีน (Cl) และออกซิเจน (O)
- จุดหลอมเหลว 356 องศาเซลเซียส
- ไม่ดูดความชื้น
- เป็นสารออกซิไดซ์ที่รุนแรง และจะปล่อยออกซิเจนอย่างรวดเร็วในปริมาณมาก
การค้นพบเกี่ยวกับประโยชน์ของสารโพแทสเซียมคลอเรตสำหรับใช้เร่งดอกลำไยให้ออกนอกฤดู นั้น ถูกค้นพบโดยบังเอิญโดยนักทำดอกไม้ไฟในเมืองจีน ราว พ.ศ. 2525 ที่นำประทัดไปทิ้ง และฝังไว้บริเวณโคนต้นลำไย จนสังเกต พบว่า ลำไยมีการออกดอก และติดลูกนอกฤดูในทุกปี ในช่วงหลังมีการทดลองนำน้ำล้างภาชนะใส่สารดอกไม้ และน้ำละลายสารดอกไม้ไฟมาเทรดโคนต้นลำไย จนเป็นที่ทราบว่าสารในดอกไม้ไฟสามารถทำให้ลำไยออกนอกฤดูได้ แล้วมีการทดลองใช้ และผลิตออกมาจำหน่ายในปัจจุบัน ซึ่งส่วนมากจะนำเข้ามาจากประเทศจีน

วิธีการใช้
การใช้สารโพแทสเซียมคลอเรตเพื่อเร่งลำไยให้ออกนอกฤดู นิยมทำก่อนหน้าฤดูลำไยจะออกดอกในทุกปี โดยการหว่านโพแทสเซียมคลอเรตหรือใช้ละลายน้ำรดบริเวณโคนต้นลำไย ในอัตราตั่งแต่ 8 กรัม/ตารางเมตร หลังจากนั้นประมาณ 20-30 วัน ลำไยจะแทงช่อดอกออกมา ทั้งนี้ จะทำร่วมกับการตัดแต่งกิ่งจนใบลำไยที่แตกกิ่งใหม่เป็นใบแก่แล้ว ไม่ควรใช้ในระยะมีใบอ่อน เพราะจะให้ดอกน้อย

กลไกการกระตุ้นดอก
โพแทสเซียมคลอเรตเมื่อแตกตัวจะให้อนุมูลคลอเรต ที่เป็นประจุลบของ ClO3 เข้าจับกับเอนไซม์ไนเตรทรีดักเตสที่พืชสร้างขึ้นสำหรับเปลี่ยนไนเตรท (NO3) เป็นไนไตรท์ (NO2) และเป็นกรดอะมิโนสำหรับการเจริญเติบโตที่ได้จากการดูดแร่ธาตุในดิน
กลไกการกระตุ้นให้ลำไยออกดอกยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจน แต่มีการวิจัย และตั้งข้อสังเกตไว้หลายประการ คือ
1. เมื่ออนุมูลคลอเรตจับกับเอนไซม์ไนเตรทรีดักเตสกลายเป็นประจุลบของ ClO2 ทำให้เอนไซม์ไนเตรทรีดักเตสไม่สามารถทำงานได้จึงส่งผลต่อการเจริญเติบโตของใบให้ชะงักลง ทำให้ต้นลำไยกระตุ้นการสร้างดอกขึ้นมาทดแทน

2. เมื่อต้นมีการหยุดชะงักของการเจริญเติบโตทางใบจากผลของ ประจุลบ ClO2 จาการใส่โพแทสเซียมคลอเรตทำให้อัตราคาร์บอนต่อไนโตรเจน (C/N ratio) ในลำต้นมีอัตราเพิ่มมากขึ้น กระตุ้นให้ต้นลำไยเปลี่ยนตาใบเป็นตาดอกแทน


ข้อควรระวัง
1. เนื่องจากโพแทสเซียมคลอเรตเป็นสารออกซิไดซ์ที่รุนแรง สามารถให้ออกซิเจนจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว ประกอบกับเป็นสารที่ไม่ดูดความชื้นจึงอาจเกิดการระเบิดได้ง่ายเมื่อถูกกระแทกหรือเสียดสี
2. เมื่อผสมกับวัตถุที่เป็นเชื้อเพลิงอโลหะ เช่น ผงถ่าน ผลอลูมิเนียม ผงสังกะสี ผงแมกนีเซียม จะมีคุณสมบัติติดไฟ และระเบิดได้ง่าย
3. การจัดเก็บ ควรจัดเก็บในโรงเรือนที่แดดไม่ส่งถึง การระบายอากาศดี ไม่มีความชื้น

บทความจาก : ฝ่ายส่งเสริมการเกษตร สำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้

 

การทำลำไยนอกฤดู

ปัจจุบันเกษตรกรชาวสวนลำไยกำลังตื่นตัวกันเป็นอย่างมาก
เกี่ยวกับการใช้สารเคมีเพื่อให้ลำไยออกดอกนอกฤดูกาล เพราะปกติแล้วการออกดอกติดผลของลำไยจะต้องมีความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม กล่าวคือ ช่วงก่อนการออกดอก ใบและยอดจะต้องหยุดการผลิใบ มีการสะสมอาหารเพียงพอ ใบอยู่ในสภาพแก่ทั้งต้น มีอุณหภูมิหนาวเย็นประมาณ 10-20 องศาเซลเซียส ช่วงหนึ่งก่อนการออกดอก
เมื่อมีการใช้สารเคมีทำให้ลำไยออกดอกได้แล้วความหนาวเย็นก็จะไม่มีความจำเป็นต่อการออกดอกของลำไยอีกต่อไป

แต่ในการผลิตลำไย นอกจากจะมุ่งผลิตเพื่อเพิ่มปริมาณของผลผลิตแล้วผู้ผลิตควรจะต้องคำนึงถึงการผลิต เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพทางการตลาดด้วยซึ่งในการเพิ่มปริมาณและปรับปรุงคุณภาพผลผลิตนั้น เกษตรกรต้องมีความรู้และความเข้าใจในปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมของต้นเพื่อการออกดอกติดผลตลอดจนการจัดการเพื่อเพิ่มปริมาณ และปรับปรุงคุณภาพผลผลิต เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการผลผลิตลำไย ให้มีคุณภาพ เพื่อให้การลงทุนทำสวนลำไยนั้นได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า
หัวใจสำคัญ
1.ต้องเตรียมต้นลำไยให้สมบูรณ์ สะสมอาหารได้มากพอ ไม่มีโรคแมลงทำลาย
2.รู้จักการใช้สารอย่างถูกต้อง ทำความเข้าใจถึงบทบาทและหน้าที่ของสารที่จะใช้ ซึ่งมีผลต่อต้นพืช
3.สภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย ฝนไม่ตกชุก และอากาศไม่หนาวเย็นเกินไป ช่วงดอกบาน
4. มีความพร้อมทั้งด้านทุน แรงงาน และเวลาในการดูแลรักษา

กระบวนการออกดอกของลำไยโดยธรรมชาติ ในปัจจุบันนักวิชาการเชื่อว่าก่อนที่พืชทั่วไปจะออกดอกนั้น จะต้องมีการเก็บสะสมอาหารที่อยู่ในรูปคาร์โบไฮเดรต ซึ่งได้จากกระบวนการสังเคราะห์แสง จนถึงระดับหนึ่ง ซึ่งเพียงพอต่อการนำไปใช้เป็นพลังงานในการสร้างตาดอก ได้ต่อปีต้องมีการลดระดับการสร้างฮอร์โมนพืชบางชนิดลง เช่น จิบเบอเรลลิน เพื่อไม่ให้ไปควบคุมการสังเคราะห์เอนไซม์ โปรตีน และสารประกอบอินทรีย์ต่าง ๆ ภายในเซลล์พืช ซึ่งจะทำให้พัฒนาการทางด้านการแตกกิ่ง ใบ ลดลง

สำหรับในลำไยก็เช่นเดียวกันกระบวนการออกดอกในแต่ละรอบปี หลังจากที่เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว เมื่อมีการให้น้ำให้ปุ๋ยอย่างมาก ช่วงนี้ต้นลำไยจะได้รับธาตุไนโตรเจน (N) อย่างเต็มที่ ทำให้สามารถสังเคราะห์ฮอร์โมนจิบเบอเรลลินได้ค่อนข้างสูง ส่งผลให้ลำไยแตกใบอ่อนขึ้นต่อมาในช่วงที่ใบเจริญก็จะมีการสังเคราะห์แสง สร้างพลังงานและสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของเซลล์ เนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ของต้น

ดังนั้น ช่วงนี้พลังงานและสารอาหารจึงมักจะถูกใช้หมดไป ประกอบกับฮอร์โมนจิบเบอเรลลิน ภายในต้นยังมีระดับค่อนข้างสูง จึงทำให้เกิดการแตกใบอ่อนอีกประมาณ 1-2 ชุด เมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสม ฝนทิ้งช่วง ดินแห้ง ต้นลำไยจะลดการสร้างฮอร์โมนจิบเบอเรลลินลง ทำให้หยุดการแตกใบอ่อนประกอบกับต้นลำไยมีการสะสมอาหารมากพอ จนถึงระดับที่สามารถสร้างตาดอกได้ เมื่อมีอุณหภูมิต่ำประมาณ 10-20 องศาเซลเซียส ระยะหนึ่ง ก็จะทำให้ลำไยออกดอกได้
กระบวนการออกดอกของลำไยที่ทำสาร โปแตสเซียมคลอเรต (Potassium Chlorate) เป็นสารประเภทออกซิไดซิ่งเอเจนท์ที่แรงมาก เช่นเดียวกับโซเดียมคลอเรต
(Sodium Chlorate) หรือโลหะคลอเรตอื่น ๆ ถ้าผสมกับสารพวกรีดิวซิ่งเอเจนท์ เช่น กำมะถัน น้ำตาลทรายและรีดิวซิ่งเอเจนท์ต่าง ๆ หรือสารไฮโดรคาร์บอน หรือรวมกับกรดกำถัน จะเกิด ปฏิกิริยาอย่างต่อเนื่องและเกิดการระเบิดได้ การขัดถู การเสียดสี การบดอัด ก็เกิดการจุดชนวนระเบิดได้ เช่นเดียวกับประกายไฟ เมื่อใช้โปแตสเซียมคลอเรต หรือโซเดียมคลอเรต ละลายน้ำราดลงดิน พอรากพืชดูดสารคลอเรตเข้าไปในระบบ จากการที่เป็นออกซิไดซิ่งเอเจนท์ที่แรงจัด ก็จะไปออกฤทธิ์กับสารรีดิวซิ่งเอเจนท์ในรากและระบบท่อน้ำของพืช ทำให้การเจริญเติบโตของรากหยุดชะงักอย่างรุนแรง ซึ่งที่สำคัญคือสารนี้จะเข้าแข่งขัน แก่งแย่งหรือทำลายการทำงานของเอนไซม์ไนเตรทรีดั๊กเต๊ซ (nitrate reductase:NR) เท่ากับเป็นการหยุดการทำงานของไนโตรเจนเมทาโบลิซึม (nitrogen metabolism) คือทำให้จำนวนไนโตรเจนที่เป็นประโยชน์ในต้นพืชลดลงฉับพลัน แต่พืชยังสร้างคาร์โบไฮเดรตได้ตามปกติ ทำให้ต้นลำไยมี ซี:เอ็น เรโช (C/N ratio) กว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว และลำไยก็ออกดอกได้ลำไยที่ถูกราดสารต้องได้รับการให้น้ำอย่างมากหรืออย่างเพียงพอ เพื่อให้เนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ ของราก ทำหน้าที่แทนรากขนอ่อนที่ถูกทำลายไปถ้าใช้มากหรือเข้มข้น เกินไป จะทำให้พืชใบเหลืองตามอาการขาดไนโตรเจน ซึ่งที่จริงไม่ได้ขาด แต่สารคลอเรตทำให้พืชใช้ไนโตรเจนไม่ได้ ในสภาพที่รากพืชไม่ได้รับปุ๋ยในรูปของ ไนเตรท
ต้นจะอ่อนไหวและอ่อนแอมากต่อคลอเรต แต่ในทางกลับกันหากสภาพแวดล้อมของรากอุดมด้วยไนเตรท การใช้สารคลอเรตมักได้ผลไม่เต็มที่ การเปลี่ยนจากตาใบ ไปเป็นตาดอกของลำไยนี้ ตายอดของลำไยจะต้องอยู่ในระยะที่กำลังผลิ (Active) หากไม่ได้ให้น้ำหรือตาอยู่ในระยะพักตัว การเปลี่ยนแปลงจะไม่เกิดขึ้น ซึ่งอาจเป็นผลส่วนหนึ่งที่พบว่าภายหลังจากการราดสารคลอเรตแล้ว ต้นลำไยไม่ออกดอก หรือตายไป ดังนั้น การให้น้ำภายหลัง การให้สารแล้ว จะช่วยให้ปริมาณของสารคลอเรตนี้ลดลงไปได้ทางหนึ่ง นอกจากนี้การให้ปุ๋ยในรูปไนเตรท ภายหลังจากต้นออกดอกแล้ว อาจจะเป็นช่องทางหนึ่ง ของการฟื้นฟูสภาพต้นลำไยเนื่องจากต้นได้ถูกยับยั้งการใช้ธาตุไนโตรเจนไปอย่างรุนแรง

ช่วงที่เหมาะสมในการกระตุ้นการออกดอกด้วยสารคลอเรต

ผู้ที่จะผลิตลำไยมีจุดประสงค์หลักอย่างเดียวกันคือ ต้องการให้ต้นลำไยสามารถออกดอกติดผล และมีผลผลิตออกจำหน่ายได้ก่อนหรือหลังฤดูปกติ แต่อย่างไรก็ตามผู้ผลิตจำเป็นต้องพิจารณาถึงความแตกต่างของสภาพแวดล้อมในแต่ละท้องที่ มาประกอบการตัดสินใจด้วยว่าควรจะใช้สารคลอเรตกับลำไยในช่วงใด จึงจะประสบผลสำเร็จได้ดีที่สุด ซึ่งในที่นี้จะขอแนะนำเป็น 3 ช่วงคือ

1.ช่วงเดือนเมษายน – กรกฎาคม จะสามารถผลิตลำไยออกหลังฤดูปกติประมาณ 2-4เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่มีผลไม้อื่นในตลาดไม่มากนัก (ตุลาคม – มกราคม) หลักสำคัญก็คือ จัดเป็นช่วงที่ในระยะการพัฒนาการของผลลำไยอยู่ในฤดูฝน เหมาะสำหรับในเขตที่อาศัยน้ำฝนหรือแหล่งน้ำในสวนมีไม่มากนัก ข้อจำกัดที่มักจะเกิดขึ้นคือ ถ้าราดสารในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ระยะที่ดอกบานมักจะตรงกับช่วงฝนตกชุก อาจมีปัญหาในการติดผลได้

2. ช่วงเดือนสิงหาคม – พฤศจิกายน จะสามารถผลิตลำไยออกก่อนฤดูปกติ 2 - 4 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่มีผลไม้อื่นออกสู่ตลาดบ้างเล็กน้อย ตลาดต่างประเทศมีความต้องการสูง
(กุมภาพันธ์ –มิถุนายน) เหมาะสำหรับสวนที่มีแหล่งน้ำเพียงพอ เพราะระยะการพัฒนาการของผลลำไยอยู่ในช่วงฤดูหนาวและฤดูแล้ง ข้อจำกัดที่มักจะเกิดขึ้น คือ ถ้าราดสารในช่วงเดือนกันยายน - ตุลาคม ระยะดอกบานมักจะตรงกับช่วงที่มีลมหนาว อาจจะมีปัญหาในการติดผลได้

3. ช่วงเดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์ ผลผลิตจะออกมาตรงกับช่วงเดือนกรกฎาคม – กันยายน ซึ่งเป็นช่วงการออกสู่ตลาดของลำไยในฤดูปกติ


โดย นายสุชาติ จันทร์เหลือง
นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ

" target="_blank">
ตารางการเจริญเติบโตของ อ้อย และพืชอื่นๆ Growth Stage
ตารางการเจริญเติบโตของ อ้อย และพืชอื่นๆ Growth Stage

อ้อย

การเจริญเติบโตของอ้อยสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะ ดังนี้

 

ระยะการงอก (germination phase) เริ่มตั้งแต่วันที่เริ่มปลูกจนหน่อโผล่พ้นผิวดิน ใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ หากอ้อยมีความงอกดีก็จะได้จำนวนกอต่อไร่ที่สูง

 

ระยะแตกตอ (tillering phase) เริ่มตั้งแต่อายุ 2-4 เดือน นับจากการปลูกจนอายุ 150 วัน โดย 100 วันแรกจะมีการสะสมน้ำหนักแห้งช้ามาก แต่จะสะสมได้มากขึ้นใน 50วันต่อมา เนื่องจากเริ่มเข้าระยะปล้อง

 

ระยะปล้อง (elongation phase) เป็นระยะที่ต่อเนื่องจากระยะแตกกอ เริ่มตั้งแต่อายุ 3-4 เดือนเป็นต้นไป มีน้ำหนักแห้งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เรียกว่าช่วงเติบโตมโหฬาร (grand growth period, GGP) จนถึงอายุประมาณ 290 วัน อันเป็นระยะที่ปล้องยืดตัวมาก ในช่วงที่มีอัตราการเพิ่มน้ำหนักแห้ง 24 กิโลกรัม/ไร่/วัน ร้อยละ 64 ของน้ำหนักแห้งทั้งหมดสะสมได้ในช่วงเวลานี้ นอกจากนั้นดัชนีที่ใบ (leaf area index, LAI) คือพื้นที่ใบต่อหน่วยพื้นที่ดิน ก็จะเพิ่มรวดเร็วเช่นเดียวกัน หากดัชนีพื้นที่ใบมีค่า 2.0-3.0 เมื่ออายุ 120-180 วัน ต้นอ่อนในกอก็จะเริ่มตาย เนื่องจากถูกใบแก่บังแสงแดด จึงมักเหลือจำนวนต้น 10-20 ต้นต่อตารางเมตร การใส่ปุ๋ยแต่งหน้าควรนำเนินการในช่วงนี้ เนื่องจากอ้อยจะต้องการไนโตรเจนและฟอสฟอรัสสูงมาก

 

ระยะแก่และสุก (maturity and ripening phase) เป็นช่วงสุดท้าย ซึ่งอัตราสะสมน้ำหนักแห้งช้าลง

 

เมื่อทราบถึงระยะการเจริญเติบโตของอ้อยแล้ว ส่วนสำคัญต่อมานั่นคือการเอาใจใส่ดูแลอ้อยที่ปลูก ให้มีคุณภาพที่ดี ด้วยการดูแลความอุดมสมบูรณ์ของดิน รวมถึงธาตุอาหารหลัก,ธาตุอาหารรอง,ธาตุอาหารเสริม ที่อ้อยดูดซึมนำไปใช้เพื่อการเจริญเติบโตอีกด้วย ซึ่งการใช้ปุ๋ยกับอ้อยนั้น มีความแตกต่างกันพอสมควร ตามแต่สายพันธุ์ ดังนั้นเราต้องทำความเข้าใจในจุดนี้ด้วย เพื่อประสิทธิภาพของผลผลิตที่จะได้รับในอนาคตนั่นเอง

 

ประโยชน์ของซาร์คอนต่อการเพิ่มผลผลิตอ้อย


    •  แตกรากดี
    •  มีเกราะป้องกันเชื้อโรคและหนอนกอ
    •  ชะลอการเปลี่ยนน้ำตาล
    •  ต้านทานโรค
    •  ต้านการหักล้ม
    •  ทนแล้ง


      ซิลิคอน (Si) เป็นธาตุหนึ่งที่พบได้ในแร่ธรรมชาติ แต่เป็นธาตุที่มีการละลายน้อย และพบว่าพืชแต่ละชนิดมีความสามารถในการนำซิลิคอนไปใช้ได้ต่างกันขึ้นกับชนิดของพืช ซึ่งในซิลิคอนสามารถพบได้ในเนื้อเยื่อพืช  ซึ่งมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดพืชโดยมีปริมาณตั้งแต่ 0.1-10 เปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้ง ซิลิคอนมีความสัมพันธ์กับพืช โดยซิลิคอนอยู่ในส่วนของเซลลูโลสของผนังเซลล์ทำให้ลำต้นพืชตั้งตรง พืชตระกูลหญ้ามีความสามารถในการดูดนำซิลิกาจากดินมาใช้ในปริมาณมาก ได้แก่ พืชกลุ่มข้าว และอ้อย
 

อ้อย เป็นพืชชนิดหนึ่งที่สามารถใช้ซิลิคอนได้ดีมาก จากการวิเคราะห์พบว่า การปลูกอ้อย 12 เดือน ต้นอ้อยจะมีธาตุซิลิคอนสะสม 60.8 กิโลกรัม ต่อไร่ และมีรายงานว่า การใช้ซิลิคอนในการปลูกอ้อยแต่ละพื้นที่ทั่วโลก ช่วยทำให้ผลผลิตต่อไร่และปริมาณน้ำตาลในอ้อยสูงกว่าพื้นที่ที่ไม่มีการใช้ซิลิคอน
ประโยชน์ของซาร์คอนที่มีต่ออ้อย
1. เพิ่มผลผลิต  จากงานทดลองที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แอฟริกาใต้ บราซิล พบว่าการใช้ซิลิคอนในดินที่มีปริมาณธาตุซิลิคอนในระดับที่ต่ำในไร่อ้อยจะช่วยเพิ่มผลผลิตของอ้อยได้ 10-50% และพบว่า ช่วยทำให้ปริมาณน้ำตาลในอ้อยสูงขึ้น 15-30% ด้วย ซึ่งมีข้อเสนอแนะของผู้ที่ทดลองว่า ซิลิคอนจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสังเคราะห์แสงของอ้อย
2. ช่วยการต้านทานโรค  ซิลิคอนจะช่วยทำให้พืชสามารถต้านทานโรคที่มีสาเหตุจากเชื้อราและแบคทีเรีย  เช่น
โรคราสนิม ใบขีดแดง โดยซิลิคอนเมื่อเข้าสู่พืชจะถูกส่งไปสะสมที่บริเวณใบในรูปผลึกของซิลิคอนไดออกไซด์ในช่องว่างของเซลลูโลส ทำให้ใบอ้อยทนต่อการเข้าทำลายของเชื้อก่อโรคและป้องกันไม่ให้เชื้อราสร้างเส้นใยเข้าไปใช้สารอาหารที่มีอยู่ในพืช เช่น สารประกอบไนโตรเจน กรดอะมิโน ที่จำเป็นต่อการเจริญของเชื้อรา ทำให้ราไม่สามารถ
แพร่ขยายทำลายใบอ้อยได้
3. ช่วยลดระดับการทำลายของหนอนกอ  มีรายงานพบว่า ต้นอ้อยที่มีการสะสมซิลิคอนที่ใบในเปอร์เซ็นต์ที่สูงจะช่วยลดระดับการทำลายของหนอนกอได้ และมีรายงานว่า การใช้ซิลิคอนร่วมกับปุ๋ยไนโตรเจนจะช่วยลดการทำลายของหนอนกอได้ดีกว่าการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนเพียงอย่างเดียว
4. ช่วยลดความเป็นพิษของธาตุบางชนิด  มีรายงานว่า อ้อยที่ได้รับแร่ธาตุบางชนิดในปริมาณที่สูง เช่น แมงกานีส พบว่า อ้อยที่มีสัดส่วนของแมงกานีสต่อซิลิคอนไดออกไซด์ ในสัดส่วนที่ต่ำกว่า 0.7 จะช่วยป้องกันไม่ให้อ้อยได้รับความเสียหาย โดยซิลิคอนจะช่วยป้องกันการสะสมแมงกานีสที่บริเวณใบปริมาณที่สูงจนทำให้ใบอ้อยเกิดจุดสีน้ำตาล ส่งผลให้ประสิทธิภาพการสังเคราะห์แสงลดลง
5. ช่วยทำให้อ้อยทนแล้ง  พบว่า การสะสมซิลิคอนที่ใบจะช่วยทำให้ใบอ้อยมีการคายน้ำลดลง โดยเป็นผลเนื่องมา
จากซิลิกาในรูปวุ้นที่อยู่ในเซลลูโลสที่บริเวณปากใบ จะมีผลทำให้การคายน้ำของอ้อยลดลงซึ่งจะส่งผลดีในอ้อยที่ปลูกในพื้นที่ที่ไม่มีระบบชลประทาน ทำให้สามารถจัดการกับการให้น้ำแก่อ้อยได้ง่ายขึ้น
6. ป้องกันการหักล้มของต้นอ้อยทำให้ต้นอ้อยแข็งแรง  พบว่า ต้นอ้อยที่มีปริมาณของซิลิคอนในปริมาณที่สูงในเนื้อเยื่อ จะทำให้มีโครงสร้างของลำต้นที่แข็งแรง และทำให้ใบตั้งชัน มีพื้นที่ในการสัมผัสกับแสงแดดเพิ่มขึ้นทำให้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสังเคราะห์แสง ส่งผลทำให้อ้อยมีผลผลิตและปริมาณน้ำตาลที่สูงขึ้น
7.  ยืดระยะเวลาการเปลี่ยนน้ำตาลซูโครสในน้ำอ้อยไปเป็นน้ำตาลเชิงเดี่ยว  จากการทดลองพบว่า น้ำอ้อยที่มีส่วนประกอบของซิลิคอนสูงจะเปลี่ยนโครงสร้างของน้ำตาลซูโครสช้ากว่าน้ำอ้อยที่มีปริมาณของซิลิคอนในระดับต่ำ
เมื่อตรวจสอบโครงสร้างของน้ำตาลซูโครสพบว่า จะรวมตัวกับซิลิคอนเป็นสารประกอบเชิงซ้อน นอกจากนี้ ยังพบการรวมตัวกันของน้ำตาลฟรัคโทสกับซิลิคอน ซึ่งทำให้จุลินทรีย์ไม่สามารถนำน้ำตาลฟรัคโทสไปใช้ในการเจริญได้ นอกจากนี้ ยังพบว่าน้ำอ้อยเมื่อเผาจนเหลือเถ้า เมื่อวิเคราะห์พบว่า จะมีปริมาณของธาตุ โพแทสเซียม และซิลิคอนในปริมาณที่สูง ดังนั้น การมีปริมาณของซิลิคอนจะช่วยเพิ่มปริมาณของแข็งในน้ำอ้อย ทำให้ได้ค่า CCS สูงขึ้น
จากบทบาทของซิลิคอนที่มีต่ออ้อยจะพบว่า ธาตุซิลิคอนจำเป็นต่อการเพิ่มผลผลิตของอ้อยอย่างมาก ในประเทศไทยพบว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ขาดธาตุซิลิคอนในดิน ในการปลูกอ้อยทุกครั้งเราจะสูญเสียอ้อยไปกับผลผลิต ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เกษตรกรควรจะมีการเติมซิลิคอนลงกลับไปสู่ดินเพื่อชดเชยธาตุซิลิคอนที่สูญเสียไปกับผลผลิตของอ้อย


                บริษัท ออร์กาเนลไลฟ์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ตระหนักดีถึงประโยชน์ของธาตุซิลิคอนที่มีต่ออ้อย จึงได้นำผลิตภัณฑ์ “ซาร์คอน” ที่มีส่วนประกอบของ Orthosilisicacid  27%  และกรดอินทรีย์ที่สำคัญและจำเป็นต่อการทำงานของเซลล์พืชในกลุ่ม  Hydroxy acid  มาให้กับอ้อยเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ของอ้อยและช่วยเพิ่มผลผลิตและป้องกันโรคต่างๆ ทั้งจากเชื้อไวรัส, แบคทีเรียให้กับอ้อย

" target="_blank">
วิธีป้องกัน ไรแดงมันสำปะหลัง แบบศูนย์สุขภาพพืช ORG
 ไรแดงมันสำปะหลัง : ศัตรูอีกตัวหนึ่งซึ่งสำคัญและทำความเสียหายให้กับมันสำปะหลังได้อย่างมากมาย
ใน ช่วงนี้พบการระบาดระบาดของไรแดงในแปลงมันสำปะหลังในหลายๆพื้นที่ เนื่องจากระยะนี้ ในบางพื้นที่เกิดมีทิ้งช่วง อุณหภูมิสูง ประกอบกับมีลมพัดแรงจึง เอื้อต่อการระบาดของไรแดงมากโดยเฉพาะในแปลงมันสำปะหลัง  ที่มีอายุประมาณ 1–3 เดือน ซึ้งไรแดงเป็นแมลงปากดูดจะดูดกินน้ำเลี้ยงขึ้น  ตัวไรแดงถ้าโตเต็มที่ลำตัวจะมีสีแดง ขาสั้นใสๆ อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม จะดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบมันสำปะหลังทำให้ ใบมันแห้งซีด มีสีเหลือง ถ้ากินมากๆ หรือระบาดหนัก ยอดก็จะม้วนงอด้วยและร่วง 
จากใบ ทำให้มีผลต่อการเจริญเติบโต แล้วยืนต้นแห้งตายในเวลาต่อมา หากเกษตรกรป้องกันกำจัดไรแดงได้ทันท่วงที จะสามารถยับยั้งการระบาดได้
เพื่อ เป็นการป้องกัน จึงขอแนะนำให้เกษตรกรปฏิบัติดังนี้  คือ ควรหมั่นสำรวจแปลงมันสำปะหลังอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะสภาพพื้นที่ดินทราย หากพบการทำลายของไรแดง ให้เก็บใบที่
ถูกทำลายออกมาเผาทิ้งนอกแปลง จะสามารถป้องกันกำจัดได้ทันก่อนที่จะระบาดรุนแรงมากขึ้น  ควรเลือกปลูกมันสำปะหลังต้นฝน เพราะฝนตกสามารถลดการระบาดได้ (แต่ว่าถ้าฝนมาในช่วงแรกแล้วขาดช่วงไปนาน จะทำให้เกิดการระบาดได้ง่ายขึ้นเช่นกัน)  
ในสภาพธรรมชาติ ไรแดงจะถูกควบคุมการระบาดโดยศัตรูธรรมชาติ ได้แก่ ด้วงเต่าตัวห้ำ (ด้วงเต่าดำ) และด้วงปีกสั้น จึงไม่ควรใช้สารเคมีฉีดพ่นในกรณีที่ระบาดไม่รุนแรงมากนัก ส่วนกรณีที่ไรแดงระบาดรุนแรงมาก แนะนำให้ใช้สารเคมีชนิดและอัตราสารฆ่าไรที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัด แต่ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ก่อนให้สารเคมีว่าควรใช้ชนิดใด ด้วยปริมาณท่าไหร่  แต่ที่สำคัญ ที่ต้องระวังคือ การฉีดพ่นสารกำจัดไร ไม่ควรพ่นสารเคมีชนิดเดียวกันติดต่อกันเกิน 3 ครั้ง ควรสลับชนิดสารเคมีเพื่อป้องกันการต้านทานหรือดื้อยาของไรแดงด้วยหากมีข้อ สงสัยประการใดสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทุกอำเภอที่ใกล้บ้าน

 ไรแดง
• มีหลายชนิด เช่น ไรแดงมันสำปะหลัง (Cassava Red Mite, OligonychusbiharensisHirst) 
  ไรแดงหม่อน(Mulberry Red Mite, Spider Red Mite, TeranychustruncatusEhara)
  อยู่ในวงศ์ Tetranychidaeอันดับ Acariformes
  ไรแดงมันสำปะหลังดูดกินน้ำเลี้ยงบนหลังใบส่วนยอด และขยายปริมาณลงสู่ส่วนล่างของต้น การทำลายของไรแดงทำให้        ใบเหลืองซีดเป็นรอยขีด ใบม้วนงอและร่วง ส่วนยอดที่ถูกทำลายงองุ้ม ตาลีบ การขยายปริมาณขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม
• วางไข่เป็นฟองเดี่ยว ระยะไข่ 4-5 วัน
• ตัวอ่อนมี 3 ระยะ ระยะแรกมี 6 ขา ระยะที่ 2-3  มี8 ขา รวมอายุ 6-10 วัน
• ตัวเต็มวัย มี 8 ขา อายุประมาณ 15 วัน
ไร แดงอยู่รวมเป็นกลุ่ม ตามใต้ใบพืชใบล่าง ๆ และเพิ่มขยายปริมาณส่วนยอดสำหรับชนิดที่ทำลายหลังใบ ส่วนยอดจะเพิ่มปริมาณลงมาส่วนล่าง ตัวเมียขยายพันธุ์โดยไม่ต้องผสมพันธุ์ (Parthenogenesis) ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว ชีพจักรสั้น ตัวเมียวางไข่ได้ 4-13 ฟอง เฉลี่ย 4.79 ฟองต่อวัน ปกติไรแดงจะไม่ค่อยเคลื่อนไหว การเคลื่อนไหวไปไกล ๆ โดยใช้เส้นใยสีขาวคล้ายใยแมงมุม ซึ่งใช้เป็นส่วนป้องกันไข่จากศัตรูธรรมชาติ การแพร่กระจายโดยอาศัยกระแสลม การทำความเสียหายจะเกิดขึ้นเป็นหย่อม ๆ แล้วกระจายออกเป็นบริเวณกว้าง หากมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
ไรแดงมีศัตรูธรรมชาติเป็นแมลงห้ำ คือ ด้วงเต่า Stethoruspauperculus Weise อยู่ในวงศ์ Coccinellidaeเป็นด้วงสีดำขนาดเล็กประมาณ 1 มิลลิเมตร ปีกสีน้ำตาลมัน พบตามแหล่งปลูกมันสำปะหลังทั่วไป ระยะตัวหนอนและตัวเต็มวัย เป็นตัวห้ำของไรแดงทุกวัยดูดกินของเหลวจากลำตัวไรแดง ตัวเต็มวัยสามารถดูดกินของเหลวจากไรแดงได้เฉลี่ย 3.55 ตัวต่อวัน และอายุตัวห้ำประมาณ 30-56 วัน เมื่อเปรียบเทียบกับระยะตัวเต็มวัยของไรแดงประมาณ 3-31 วัน จึงเป็นข้อดีสำหรับการควบคุมปริมาณของไรแดงตามธรรมชาติ โดยปกติแล้วตัวห้ำชนิดนี้สามารถควบคุมปริมาณไรแดงให้อยู่ในระดับที่ยังไม่ เกิดความเสียหายได้ ยกเว้นเมื่อปริมาณไรแดงเพิ่มรวดเร็วก่อนที่ด้วงเตาตัวห้ำจะเพิ่มปริมาณได้ ทันเวลา มักเกิดเมื่ออากาศแห้งแล้งหรือฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน


แนวทางในการป้องกันกำจัดไรแดง
• หลีกเลี่ยงการปลูกในช่วงที่สภาพแล้ง ฝนทิ้งช่วงนาน
• หมั่นตรวจแปลงในช่วงแล้ง ถ้าพบการทำลายควรเก็บทำลาย
• กรณีจำเป็นใช้สารฆ่าไรที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่
อามีทราซ20%อีซีอัตรา 40 ซีซี/น้ำ20 ลิตร
หรือ โอไม้ท์30%ดับเบิลยูพีอัตรา 30 กรัม/น้ำ20 ลิตร

วิธีการป้องกันตามแนวทางศูนย์สุขภาพพืช ORG By Organellelife  
1.   ไม่ปลูกมันข้ามแล้ง ควรปลูกมันหน้าฝนจะได้โตได้เต็มที่และแข็งแรง และควรบำรุงให้ต้นมันสำปะหลังแข็งแรงโดยฉีด    ฉีด"ซาร์คอน" (Orthosilisic acid) เป็นส่วนประกอบ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ใบมัน เสมือนมีผนังคอนกรีตที่แข็งแรง
2.   ถ้าใบถูกเข้าทำลายแล้วป้องกันไม่ทัน ก็คงต้องใช้เคมี ตัวยาที่ใช้คือ อะมีทราช(Amitraz) หรือ ไพริดาเบน(Pyridaben) ตัวใดตัวหนึ่งก็ได้ นำมาผสมกับ"ออร์ซ่า" และ"ซูการ์" ฉีดพ่นให้ทั่วแปลง
 3. "ซูการ์" จะทำหน้าที่ให้พลังงานทดแทนส่วนที่มันสำปะหลังสร้างเองได้ไม่มาก และเสริมทำให้ใบแข็งแรงขึ้น พร้อมที่จะแตกยอดใหม่แตกได้เร็วขึ้น  อัตราส่วนที่ใช้คือ"ซูการ์"20ซีซีต่อ น้ำ 20 ลิตร      
 4.  ป้องกันด้วยวิธีธรรมชาติก่อน ในแปลงมันสำปะหลังมีแมลงที่เป็นศัตรูต่อไรแดง คือกินไรแดงเป็นอาหารก็คือ ตัวด้วงปีกสั้น และด้วงเต่า แต่ถ้าฉีดสารเคมีในแปลงแมลงพวกนี้ก็จะตายไป
5.  ป้องกันการเข้ามาทำลายของแมลงต่างๆไว้ก่อน โดยการฉีดพ่นด้วย สารส่งสัญญาณเพื่อการต้านและขับไล่แมลง( Cell Signalling in Resistance of Plant for Pathogens and Insects ) ซึ่งเป็นกรดอินทรีย์ที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณ ISR อัตราผสม 20 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร ก็จะช่วยป้องกันในเบื้องต้นได้
ทำไมผมใช้สารต่างๆที่แนะนำ ทั้ง"ซาร์คอน" และ"ซิกน่า" ก็เพราะว่ามันไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์ตลอดจนสิ่งแวดล้อมครับ 
จำ ไว้นะครับ ฝนหมด ลมหนาว และความแห้งแล้งก็มาเยือน พร้อมชักนำแขกเจ้าประจำฤดู ตัวเล็กจิ๋วสีแดงมาเยี่ยมไร่มันสำปะหลัง ต้องระวังให้ดี ใบมันสำปะหลังเป็นอาหารที่ไรแดงชอบมาก
“หน้าฝนไรแดงมัน สำปะหลังจะไม่มีให้เห็น เพราะฝนที่ตกลงมาจะชะล้างไรแดงไปหมด แต่พอฝนหมด ฝนทิ้งช่วง อย่างในตอนนี้ อากาศจะเป็นใจให้ไรแดงระบาด เพราะมีลมหนาวช่วยหอบพัดไรแดงให้มาอยู่อาศัยในไร่มันฯ เพราะใบมันสำปะหลังเป็นอาหารที่ไรแดงชอบเป็นพิเศษ”  ไรแดงตัวเมียขยายพันธุ์ได้เองโดยไม่ต้องอาศัยตัวผู้มาช่วยผสมพันธุ์ พิษสงร้ายกาจยิ่งนัก โดยเฉพาะในเรื่องขยายพันธุ์ ไรแดง 1 ตัว สามารถวางไข่ได้ 4-13 ฟอง วางไข่ไปเพียง 10 วัน ตัวอ่อนที่เพิ่งออกจากไข่สามารถออกลูกออกหลานต่อได้ทันที...เรียกได้ว่า แพร่พันธุ์ได้เร็วมากเหมือนไวรัสแพร่ระบาด ไรแดงจะวางไข่บนใบมันสำปะหลัง เมื่อมันไปเกาะอาศัยอยู่ด้านหลังใบมันฯ จะทำลายล้างด้วยการดูดกินน้ำเลี้ยงที่ใบแก่ก่อน หากระบาดรุนแรงจะไปกินที่ยอดอ่อน ทำให้ใบเหลืองซีด เป็นรอยขีด ใบม้วนงอและร่วง ส่วนยอดที่ถูกทำลายจะเห็นเป็นจุดด่างเหลืองตรงใบไปจนถึงใบไหม้...ส่งผลให้ การเจริญเติบโตของต้นมันฯ ไม่ทำงาน เนื่องจากขาดคลอโรฟิลล์
ยิ่งถ้ามันสำปะหลังเพิ่งปลูกไปได้ไม่เกิน 3 เดือน จะทำให้ใบร่วง ยอดแห้ง และตาย

การแช่"ซาร์คอน"(SARCON)
 SARCON:ไม่ใช่ฮอร์โมนเร่งราก ไม่ใช่สารเคมีฆ่าเพลี้ยฆ่าแมลง ไม่ใช่สารเคมีกำจัดโรคพืช แต่เป็นกรดอินทรีย์สังเคราะห์หลายตัวที่ทำหน้าที่ๆสำคัญต่างๆต่อกระบวนการทำงานทางชีวเคมี(Biochemistry) และทำหน้าที่ได้ในหลายๆด้าน)
ความจำเป็นที่ต้องแช่ท่อนพันธุ์ ด้วย"ซาร์คอน"(SARCON)
คุณประโยชน์ 3 ประการของสารสำคัญที่มีอยู่ใน "ซาร์คอน"(SARCON) 
1. กระตุ้นกระบวนการ Revitalization ระบบเซลล์รากพืช อาทิ การสร้างราก"Tuberous root"(รากสะสมอาหาร) ให้ได้ปริมาณมากๆ 
2. กระตุ้นกระบวนการสร้างภูมิคุ้มกันโรคพืช( Systemic Acquired Resistances: SAR) อาทิ ป้องกันโรครากเน่า-หัวเน่า โรคใบไหม้ต่างๆ
3. กระตุ้นการสร้างเกราะป้องกันแมลงและโรค(Agglomeration of ColliodsAggregrate) อาทิ ป้องกันเพลี้ยแป้ง
และหนึ่งในนั้นคือกระบวนการ"Revitalize" เซลล์รากและสร้างสัดส่วนราก"Tuberous root"(รากสะสมอาหาร)กับราก"Fibrous root"(รากหาอาหาร) ที่เหมาะสมในปริมาณที่มากพอต่อการสร้างเป็น"Tuber"(โดยผ่านกระบวนการTuberization)
และอีกหนึ่งในนั้นก็คือ"กระบวนการสร้างเกราะป้องกันเพลี้ย" ด้วย"Orthosilisic acid" ที่แตกตัวเป็นสารในรูป"Polymer" และเข้าสู่กระบวนการ" Polymerization" จนเปลี่ยนรูปเป็นสาร "Colloids" และเข้าสู่กระบวนการ"Agglomeration" เพื่อเปลี่ยนรูปให้เป็นผลึกแข็ง(Colloids Aggregrate) และถูกเคลื่อนย้ายไปที่"ผนังเซลล์"(Cell Walls) ต่อไป ผนังเซลล์ก็จะแข็งแบบ"ผนังคอนกรีต" ยากซึ่งที่ปากเพลี้ยจะมาเจาะดูด แปลงอื่นอาจจะมีเพลี้ยมาเจาะน้ำเลี้ยงได้ง่ายและปล่อยเชื้อไวรัสไว้ แต่เราป้องกันไว้ดีกว่า การใช้ยาเคมีดูดซึมจะฆ่าเพลี้ยที่เป็นพาหะนำเชื้อไวรัสใบหงิกได้ ตัวเพลี้ยมันตายไปแต่มันก็ปล่อยเชื้อไวรัสไว้ในพืชแล้ว พืชได้รับเชื้อก็ติดโรคไปแล้ว
เมื่อพืชได้รับ "ซาร์คอน" (SARCON) ในใบพืช ซิลิคอนจะสะสมมากในชั้นผนังเซลของเซลผิวนอกชนิดต่าง ๆ (epidermal cells) ได้แก่ bulliform cell, Cork cell, guard cell, long cell, micro-hair, prickle hair, silica cell, subsidiary cell และสะสมน้อยในเซลชั้นกลาง
(mesophyll cells) และระบบท่อลำเลียง (vascular bundle cells) และระบบท่อลำเลียง (vascular bundle cells) ซิลิคอนช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงปกป้องการบุกรุกของศัตรูพืชและสภาพแวดล้อมเลวร้ายต่าง ๆ ปกติพืชได้รับ
Silicon ทีละน้อยจากการดูดซึมทางรากและเคลื่อนย้ายไปยังผนังเซลที่สะสมซิลิคอน เมื่อถูกกระตุ้นซิลิคอนจะรวมตัวกันเป็นชั้นโพลิเมอร์ในผนังเซลในรูป silicon – cellulose membrane ช่วยทำให้ผนังเซลแข็งแรงขึ้นเพื่อป้องกันตนเอง
มีส่วนผสมของกรดซิลิซิคหรือซิลิคอนในรูปที่ละลายน้ำได้ และสามารถซึมผ่านเข้าไปในพืชได้ง่ายและรวดเร็ว เป็นสารช่วยสร้างความต้านทานโรคและแมลงให้แก่พืช โดยกรดซิลิซิคในรูปที่ออกฤทธิ์ได้ (Orthosilicic acid) จะช่วยเสริมสร้างโครงสร้างพืชให้แข็งแรงโดยเฉพาะในชั้นเซลล์ผิวนอก(Epidermis) กรดซิลิซิคสะสมในผนังเซลล์และจะรวมตัวเป็นชั้นโพลิเมอร์(polymer)ปกป้องพืชเมื่อถูกกระตุ้นจากการบุกรุกของโรคและแมลง กรดซิลิซิคยังช่วยทำลายพิษที่ได้รับจากศัตรูพืชและยังช่วยส่งเสริมการสังเคราะห์และการออกฤทธิ์ของสารต้านทานโรคและแมลงที่พืชสร้างขึ้นเองเช่น phytoalexins, flavonoids เป็นต้น
กรดซิลิซิคที่รวมตัวกันเป็นชั้นของโพลิเมอร์( Layer of Polymers) เพื่อปกป้องพืช ก็ยังทำหน้าที่ในการทำให้พืชทนทานต่อสภาวะเครียดต่างๆ จาก ความแห้งแล้ง ความร้อน ความหนาวเย็น ความเค็มของดิน ฯลฯ ได้ดี ทำให้พืช ทนแล้ง ทนร้อน ทนหนาว ทนเค็มได้ดี อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาดินเปรี้ยวและรักษาความชุ่มชื้นในดินได้ ช่วยให้รากพืชแข็งแรง หาอาหารได้เก่ง ตลอดจนคุณสมบัติอีกอย่างที่กรดซิลิซิคสามารถทำหน้าที่ได้ดีคือการปลดปล่อยธาตุอาหารที่ตกค้างในดินโดยเฉพาะฟอสเฟต และจับยึดสารพิษตกค้างในดินบางชนิดไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าสู่พืชและไปทำลายพืช

การแช่ท่อนพันธุ์ด้วย "ซาร์คอน"(SARCON) 
ไม่ใช่เป็นการแช่"ฮอร์โมนเร่งราก" เพื่อให้รากเยอะอย่างเดียว(เพราะ"ซาร์คอน"ไม่ใช่ฮอร์โมนเร่งราก แต่เป็นกรดอินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อกระบวนการ"Revitalize" เซลล์ราก) แต่การแช่"ซาร์คอน"ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้ได้รากเยอะๆและที่สำคัญรากนั้นๆต้องเป็นราก"Tuberous root"(รากสะสมอาหาร) ให้ได้ปริมาณมากพอจากกระบวนการทำงานในระบบเซลล์รากที่สมบูรณ์ เมื่อได้"รากสะสมอาหาร"ที่มากพอก็รอเข้าสู่"กระบวนการลงหัว"(Tuberization) ด้วย"แอคซอน"(AXZON) ต่อไป
   นี่เพียงแค่หนึ่งในหลายๆคุณประโยชน์ของกรดอินทรีย์ที่มีอยู่ใน"ซาร์คอน"หลายๆชนิด ที่ทำหน้าที่ได้มากมายในระดับเซลล์ ทั้ง
1) Revitalize ระบบเซลล์ราก (รากมาก รากเยอะ รากแข็งแรง) และเป็นรากสะสมอาหารเป็นส่วนใหญ่
2) Systemic Acquired Resistances (SAR) กระบวนการภูมิคุ้มกันโรคเสมือนได้รับ"วัคซีน" (โรคใบไหม้ ใบหงิก โรครากเน่า โรคหัวเน่า โรคเหี่ยวเฉา บรรเทาและเบาบาง ลงไป)
3) Drought Tolerance  ต้านทานความแห้งแล้ง ความร้อน ทนทานต่อการเหี่ยว การขาดแคลนน้ำ
4) Agglomeration กระบวนการสร้างผลึกแข็ง( ColliodsAggregrate) ของ Orthosilisic acidเพื่อไปสะสมที่ผนังเซลล์ (Cell Wall)ทำให้ผนังแข็งแกร่งดุจคอนกรีต ป้องกันเพลี้ยต่างๆอาทิ ที่จะมาเจาะดูน้ำเลี้ยงและปล่อยเชื้อไวรัสไว้
5) Detoxicityช่วยทำลายสารพิษตกค้างในดินที่จะทำอันตรายให้แก่พืช โดยการจับยึดไว้
6) Liberation of Nutrient ช่วยปลดปล่อยธาตุอาหารที่ถูกตรึงไว้ในดิน

ซิกน่า
สารชักนำการสร้างภูมิต้านทานโรคและแมลง

(Induced Systemic Resistance : ISR)
คุณสมบัติ
ซิกน่า ใช้เป็นวัคซีนพืชโดยเทคนิคที่ทำให้พืชเสมือนถูกกระตุ้นด้วยเชื้อโรคหรือแมลงตามธรรมชาติและสร้างสารต้านทานโรคและแมลงขึ้นมาต่อต้านภายในต้นพืชเองไปทั่วทั้งต้น โดย ซิกน่า มีกรดอินทรีย์บางชนิด ที่เป็นสารส่งสัญญาณที่พืชต้องการขึ้นเมื่อมีการบุกรุกของเชื้อโรคและแมลง
สารต่อต้านโรคที่พืชสร้างขึ้นจาการกระตุ้นด้วย ซิกน่า มีหลายชนิด เช่น PR-proteins, Defensin, Phytoalexinsและอื่นๆ ทำให้สามารถกำจัดและควบคุมเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมเชื้อโรคพืชหลายชนิด (board-spectrum) ขณะที่สารต่อต้านแมลงที่พืชสร้างขึ้นหลายชนิดเช่น alkaloids, Proteinase Inhibitors, รวมทั้งสารระเหยต่างๆ เป็นต้น มีกลไกการป้องกันและกำจัดแมลงต่างกันไป ทำให้ออกฤทธิ์เสริมกันได้ดียิ่งขึ้น
ซิกน่า มีกรดอะมิโน ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการสร้างโปรตีนต่อต้านโรคและแมลง ทำให้พืชสามารถนำมาใช้ผลิตโปรตีนที่เป็นภูมิต้านทานได้อย่างต่อเนื่องและไม่ทำให้ต้นพืชโทรม ซิกน่า ยังมีมาเลท ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการผลิตสาร สำคัญของพืชต่างๆ รวมทั้งสารที่พืชสร้างขึ้นเพื่อต่อต้านโรคและแมลงด้วย
ซิกน่า มีแคลเซียมในรูปคีเลท ทำให้สามารถผ่านเข้าสู่พืชและเคลื่อนย้ายในพืชได้ง่ายและรวดเร็ว ช่วยในขบวนการสังเคราะห์โปรตีนต้านทานโรคและช่วยทำให้พืชมีโครงสร้างที่แข็งแรงเสริมการป้องกันการบุกรุกของเชื้อโรคและแมลงได้อย่างดี ซิกน่า ยังมีสังกะสีในรูปคีเลท ที่ช่วยส่งเสริมขบวนการส่งสัญญาณเซลและขบวนการสังเคราะห์ภูมิต้านทานโรคและแมลงด้วย
1. ต้องมีสารชักนำ (Elicitor) ให้เกิดสัญญาณ ซึ่งจะขึ้นกับชนิดของตัวกระตุ้นหรือสายพันธุ์เชื้อโรค ปล่อยสารชักนำไปยังพืชที่มีตัวรับ (Receptor) ที่เข้ากันได้ ซึ่งขึ้นกับสายพันธุ์พืช ทำให้สามารถรับรู้สารชักนำนั้นๆ และเกิดสัญญาณขึ้นได้
2. การรับรู้ที่เกิดขึ้นทำให้พืชสร้างสารส่งสัญญาณ (messengers) ไปยังเซลอื่นๆ ทั่วทั้งต้นที่ยังไม่ถูกบุกรุก สารส่งสัญญาณที่สำคัญได้แก่ Salicylic acid (SA), Jasmonic acid (JA) และอื่นๆ
2. Induced Systemic Resistance (ISR) กระตุ้นโดย Plant Growth Promoting Rhizobacteria  (PGPR)ส่งสัญญาณทั้ง JA-signaling pathway และ SA-signaling pathway
ซิกน่าสารชักนำการสร้างภูมิต้านทานโรคและแมลง
(Induced Systemic Resistance : ISR)
 


คุณสมบัติ
ซิกน่า ใช้เป็นวัคซีนพืชโดยเทคนิคที่ทำให้พืชเสมือนถูกกระตุ้นด้วยเชื้อโรคหรือแมลงตามธรรมชาติและสร้างสารต้านทานโรคและแมลงขึ้นมาต่อต้านภายในต้นพืชเองไปทั่วทั้งต้น โดย ซิกน่า เป็นสารส่งสัญญาณที่พืชต้องการขึ้นเมื่อมีการบุกรุกของเชื้อโรคและแมลง
สารต่อต้านโรคที่พืชสร้างขึ้นจาการกระตุ้นด้วย ซิกน่า มีหลายชนิด เช่น PR-proteins, Defensin, Phytoalexinsและอื่นๆ ทำให้สามารถกำจัดและควบคุมเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมเชื้อโรคพืชหลายชนิด (board-spectrum) ขณะที่สารต่อต้านแมลงที่พืชสร้างขึ้นหลายชนิดเช่น alkaloids, Proteinase Inhibitors, รวมทั้งสารระเหยต่างๆ เป็นต้น มีกลไกการป้องกันและกำจัดแมลงต่างกันไป ทำให้ออกฤทธิ์เสริมกันได้ดียิ่งขึ้น

 

www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

Tel. 084-8809595 , 084-3696633

" target="_blank">
หยุด ไวรัสใบด่างวงแหวนมะละกอ ด้วย ORG-Model
กล้า ท้า ลอง " วัคซีนพืช "
หยุดไวรัสใบด่างวงแหวนมะละกอ  ด้วย ORG- Model
มะละกอที่ถูกไวรัสใบด่างวงแหวน ระบาดหนักส่งผลให้ปริมาณผลผลิตรวมที่ได้ทั้งประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ส่งผลให้ราคามะละกอพุ่งสูงขึ้น จึงเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรรายใหม่ๆ เข้ามาเสี่ยงลงทุนปลูก และเกษตรกรรายเก่าก็แก้ปัญหาไวรัสใบด่างวงแหวนระบาดด้วยวิธีต่างๆ นานาทั้งตัดต้นที่เป็นโรคทิ้ง บุกเบิกพื้นที่ปลูกใหม่ การใช้เมล็ดพันธ์ที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรม  ใช้ยาฆ่าเชื้อโรคสารพัดสารพัน  แต่มันก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาและหยุดการระบาดของโรค ไวรัสใบด่างวงแหวนได้ ทำให้เกษตรกรสูญเสียรายได้ถึงขั้นขาดทุนในที่สุดเลยทีเดียว

มาทำความรู้จักกับ โรคไวรัสใบด่างวงแหวน กันเถอะ

 

 โรคไวรัสใบด่างจุดวงแหวนเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ Papaya ringspot virus (PRSV) พบ ในไทยครั้งแรกที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อปีพ.ศ. 2518 ในตอนนั้นไม่เฉพาะประเทศไทยที่พบปัญหาการระบาดของไวรัสชนิดนี้ ประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะละแวกเดียวกันอย่างไต้หวัน หรือข้ามทวีปไปยังฮาวาย ประเทศสหรัฐฯ ต่างประสบปัญหาการระบาดของโรคนี้ทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าจะผ่านมา 30 กว่าปีแล้ว แต่การระบาดของไวรัสใบด่างจุดวงแหวนก็ยังไม่ลดลง ดังเห็นได้จากการสำรวจการปลูกมะละกอในจังหวัดขอนแก่น พบว่าในปีพ.ศ. 2548–มกราคม 2550 เกือบทุกอำเภอพบการระบาดของโรคใบด่างจุดวงแหวน โดยบางหมู่บ้านพบมะละกอที่ปลูกเป็นโรคทุกต้น เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิด เฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่พบการระบาดของโรคอีกในหลายพื้นที่ทั้ง จังหวัดราชบุรี สมุทรสาคร นครปฐม และชุมพร     ไวรัสใบด่างจุดวงแหวนมีความน่ากลัวมีอยู่หลายประการ ประการแรกคือ ความสามารถในการเข้าทำลายมะละกอได้ทุกระยะของการเจริญเติบโต โดยมีเพลี้ยอ่อนเป็นพาหะ ความรุนแรงของโรคขึ้นอยู่กับสภาพและอายุของมะละกอ อาการเกิดได้ในทุกส่วนของต้น แต่จะเห็นชัดในส่วนของใบและผล โดยเฉพาะใบจะด่างเหลือง บิดเบี้ยว หงิกงอ เหมือนหางหนู ถ้าติดเชื้อรุนแรงใบจะเหลือแต่เส้นใบเหมือนเส้นด้าย บริเวณก้านมีจุดฉ่ำน้ำและเส้นประ ส่วนผลมะละกอจะสังเกตเห็นวงเล็กๆ ทั่วทั้งผล เป็นอาการที่เรียกว่า “วงแหวน” บริเวณที่เป็นจุดจะมีลักษณะเป็นไตแข็ง ผิวขรุขระ ยิ่งผลใกล้สุกจะยิ่งเห็นชัดเจน ความเสียหายจากการระบาดของไวรัสใบด่างจุดวงแหวน อาจถึงขั้นมะละกอนั้นไม่สามารถเก็บผลผลิตได้ และตายในที่สุด     ความน่ากลัวประการที่สองของไวรัสใบด่างจุดวงแหวนคือ เป็นโรคพืชที่ไม่สามารถแก้ไขได้โดยใช้สารเคมี วิธีแก้ปัญหาที่ทำได้คือต้องทำลายทิ้ง หรือใช้วิธีปลูกแบบกลางมุ้งให้มะละกอเพื่อป้องกันเพลี้ยอ่อนซึ่งเป็นพาหะนำ โรคไม่ให้เข้าไปได้  หรือใช้วิธีย้ายแหล่งปลูกไปเรื่อยๆ เมื่อมีการระบาดของมะละกอในพื้นที่หนึ่ง ก็ทำการย้ายไปยังพื้นที่อื่นๆ ดังนั้น หากพิจารณาถึงพื้นที่รวมทั้งหมดของมะละกอและผลผลิตในแต่ละปีแล้ว พบว่าไม่ได้ลดลงอย่างชัดเจน ทั้งนี้เกิดจากการย้ายพื้นที่ใหม่ในแต่ละปี ปัญหาที่สำคัญคือ เมื่อไวรัสระบาดไปในทุกพื้นที่จนไม่สามารถย้ายไปได้แล้ว จะมีที่ปลอดการ ระบาดของไวรัสใบด่างจุดวงแหวนให้เราปลูกมะละกออยู่อีกหรือไม่


            การเกิดโรคไวรัสใบด่างจุดวงแหวน  อาจเกิดจากการติดเชื้อ ปนเปื้อนมากับเมล็ดพันธ์ก่อนการนำมาปลูก เมื่อมีการระบาดในแปลงปลูกมะละกอ ต้นมะละกอที่ติดเชื้อจะมีอาการ ใบหงิกงอ ขนดใบเรียวเล็ก บนก้านใบและครึ่งบนของลำต้นจะเป็นรอยช้ำเป็นจุดๆ หรือรอยขีด ดอกและผลร่วง หากติดผลเนื้อมะละกอจะแข็งกระด้าง เมื่ออาการรุนแรงเชื้อจะกระจายไปถึงยอดทำให้ใบเล็กลง ใบหงิก ยอดจึงหยุดการเจริญเติบโต ใบและยอดจะค่อยๆซีด ด่างและเหลืองลง ปัจจัยที่เป็นตัวแปรก่อให้เกิดโรคไวรัสใบด่างวงแหวนมะละกอ อาจแบ่งได้เป็น 2 ปัจจัยใหญ่ๆ คือ
1.  ปัจจัยภายในที่เป็นอยู่เดิม มะละกอเป็นพืชที่มีความอ่อนไหวต่อสิ่งแวดล้อมที่เข้ามากระทบได้ง่าย ส่งผลให้ต้นมะละกออ่อนแอและทรุดโทรมได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งมะละกอเป็นพืชที่มีระบบรากตื้นแต่อายุการให้ผลผลิตนานและต่อเนื่อง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องบำรุงธาตุอาหารให้ทันกับความต้องการอยู่เสมอ หากขาดธาตุอาหารต้นจะอ่อนแอและทรุดโทรมอย่างได้ชัด ขณะเดียวกันมะละกอยังเป็นพืชอวบน้ำ หากขาดน้ำหรือได้รับน้ำมากเกินไป ต้นมะละกอจะมีอาการเหี่ยวเฉาและใบเหลือง ซึ่งแสดงว่าต้นมะละกอกำลังอ่อนแอ เสี่ยงต่อการถูกเชื้อไวรัสเข้าทำลายได้ง่าย โดยเฉพาะ เชื้อ"Phytopthera sp.” เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด โรคเน่า โคนเน่า จนกระทั่งนำไปสู่การเป็นโรคไวรัสใบด่างวงแหวน  การตัดต่อพันธุกรรมหรือผสมข้ามสายพันธุ์เพื่อให้ได้พันธุ์ใหม่ๆ ที่ตอบสนองด้านการเจริญเติบโตเร็ว ให้ผลผลิตที่ดก ทำให้ผนังเซลล์ของเนื้อเยื่อต่างๆบางลง จึงขาดความสมดุล โครงสร้างจึงมีความอ่อนแอ
2.  ปัจจัยภายนอกที่มีอิทธิพล การเข้าทำลายของเพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน และไรแดง ซึ่งเป็นแมลงที่เข้ามาดูดกินน้ำเลี้ยงมะละกอเป็นหลัก และยังรวมถึงการทำลายของเชื้อราAnthracnose ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ต้นมะละกออ่อนแอจนทำให้ไวรัสเข้าทำลายได้ง่าย
 การใส่ปุ๋ยมีความสำคัญ หากใส่ปุ๋ยตรงกับความต้องการ มะละกอจะมีใบเขียวสด แต่ถ้าให้ปุ๋ยมากเกินไป เช่น ในฤดูฝนให้ปุ๋ย ไนโตรเจน  (N) สูง ต้นมะละกอจะเกิดอาการ Over Nitrogen และการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชอาจเกิดผลกระทบโดยตรงต่อระบบราก


นับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโรคไวรัสใบด่างจุดวงแหวน นักวิจัยเองก็ได้พยายามหา วิธีป้องกันกำจัดโดยใช้เทคนิคและวิธีการต่างๆ หลายวิธี เช่น  
     1. การกำจัดเพลี้ยอ่อนที่นำโรคมายังมะละกอ แต่วิธีนี้ใช้ไม่ได้ผล เพราะเพลี้ยอ่อนไม่ได้อาศัยอยู่บนต้นมะละกอ และยังใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีก็ทำให้มะละกอเป็นโรคได้
     2. การขุดรากถอนโคนทำลายต้นเป็นโรค วิธีนี้ได้ผลดีเฉพาะพื้นที่ปลูกที่ห่างไกลจากแหล่งปลูกมะละกอ หรือมีพืชกำบังเพื่อป้องกันไม่ให้เพลี้ยอ่อนจากนอกพื้นที่เข้ามาเท่านั้น
     3. หาพันธุ์ต้านทานโรคในธรรมชาติ หรือปรับปรุงพันธุ์ต้านทานโดยวิธีผสมเกสร ซึ่งเป็นวิธีที่ดี แต่ยังไม่สามารถพัฒนาพันธุ์ที่ต้านทานโรคได้
     4. การทำมะละกอGMOs ซึ่ง เป็นวิธีสุดท้าย และเป็นที่ยอมรับของหลายประเทศ และถือเป็นความหวังหนึ่งของเกษตรกรที่กำลังประสบปัญหาการระบาดของไวรัสใบด่างจุดวงแหวนอยู่
การทำมะละกอGMOs เป็นการเลียนแบบการทำวัคซีนให้กับมะละกอ แต่ใส่เฉพาะยีนของโปรตีนที่ห่อหุ้มไวรัสเท่านั้น โดยใช้เทคโนโลยีทางพันธุวิศวกรรม การพัฒนามะละกอGMOs นี้มีในหลายประเทศรวม ทั้งประเทศไทยด้วย สำหรับการพัฒนามะละกอGMOs ในประเทศไทยอยู่ในระหว่างการ รอทดสอบในแปลงปลูกหรือการทดสอบภาคสนาม ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการทดสอบความปลอดภัยเพื่อให้มีข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่ ชี้ว่ามะละกอGMOsปลอดภัยกับระบบนิเวศจริงหรือไม่

 
หลักการหยุดไวรัสใบด่างวงแหวนมะละกอ ตามหลักการและแนวทางของ..ออร์กาเนลไลฟ์
กระบวนการ Systemic Acquired Resisitance (SAR) : นวัตกรรมใหม่ในการหยุดยั้ง ไวรัสใบด่างวงแหวนในมะละกอ
 1. อาศัยกลไกในการทำงานของ Systemic Acquired Resistance (SAR)
SAR  เป็นระบบป้องกันตัวเองของพืชตามธรรมชาติ ซึ่งจะถูกกระตุ้นเมื่อเชื้อโรค ทั้งเชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัส ที่เข้าทำลายพืชทำให้เกิดบาดแผลพืชจะเกิดการการตอบสนองอย่างฉับพลัน Hypersensitive Response (HR) และหลั่งสารSalicylic acid  ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นสัญญาณ(SAR Signal) โดยผ่าน SA-Signaling Pathwayส่งสัญญาณไปยังเซลล์ต่างๆทั่วทั้งต้นพืช  กระตุ้นให้ยีนต้านทานโรค (PR-Genes) สร้างโปรตีนต้านทานโรคตัวหนึ่งขึ้นมา(PR-Proteins) ที่ทำหน้าที่เป็นสารควบคุมและฆ่าเชื้อโรคหลายๆชนิด ทำให้พืชมีภูมิต้านทานโรค และสามารถรักษาโรคและป้องกันการเกิดโรคที่มีสาเหตุมาจากเชื้อรา แบคทีเรียและไวรัสได้ ก่อนที่เชื้อโรคจะลุกลามไปทั่วทั้งลำต้น
2. อาศัยกลไกในการทำงานของ  Induced Systemic Resistance (ISR)  โดยผ่าน JA-Signaling Pathwayด้วยการส่งสัญญาณเพื่อสร้างสารต่อต้านเชื้อโรค ในกลุ่มของ Defense Proteins หลายๆชนิดอาทิ Defensins, Basic PR-Proteins ( อยู่ในช่องว่างในเซลล์ Vacuole) , Hevein-like Proteins, Thionins etc.
3. อาศัยกลไกในการทำงานของ  Induced Systemic Resistance (ISR)  โดยผ่าน JA-Signaling Pathwayด้วยการส่งสัญญาณเพื่อสร้างสารต่อต้านแมลง ซึ่งสารต่อต้านแมลงอาจแบ่งได้เป็นหลักๆ 3 กลุ่ม อาทิ 
กลุ่มที่ 1 กลุ่ม Alkaloids อาทิ Saponin, Nicotine ฯลฯ ที่มีผลต่อระบบประสาทของแมลง และเอ็นไซม์ต่างๆ
กลุ่มที่ 2 กลุ่ม Proteinase Inhibitors มีผลต่อเอนไซม์ในระบบการย่อยของแมลง ทำให้เกิดอาการขาดอาหารที่มีผลต่อการเจริญเติบโตในแมลง
กลุ่มที่ 3 กลุ่ม Volatile Signal  อาทิ Terpines , Indoles, Phenolicsฯลฯ เป็นสารระเหยที่ส่งสัญญาณในการขับไล่แมลงโดยตรง หรือทางอ้อมโดยสารระเหยที่ส่งสัญญาณล่อแมลง Predators (แมลงล่าเหยื่อ) เพื่อมากำจัดแมลงศัตรูพืช
  4. การให้ธาตุอาหารพืชบางตัวที่จำเป็น อาทิ แคลเซียม(Ca) เพื่อช่วยให้ผนังเซลล์ของพืชแข็งแรง ทำให้ขบวนการสร้างภูมิต้านทานโรคและแมลงดีขึ้น  และ สังกะสี(Zn) เพื่อช่วยในขบวนการสังเคราะห์สารต่อต้านโรคและแมลงและช่วยขบวนการส่งสัญญาณต่อต้านโรคและแมลงให้ดีขึ้น
   เพื่อเป็นสารตั้งต้น( Precursor ) ในการสร้างโปรตีนบางตัวในการต่อต้านโรคและแมลง และยังช่วยในการให้พลังงานแก่พืชด้วย  หรือการให้สาร Malate Compounds ซึ่งเป็นสารตั้งต้น(Precursors) ในการสร้างสารต่อต้านโรคและมลงต่างๆ อาทิ สาร Alkaloids, Volatile Signals เป็นต้น
6. มะละกอที่ถูกทำลายโดยเชื้อไวรัสใบด่างวงแหวน  ทำให้ท่ออาหารและท่อน้ำเลี้ยงของต้นมะละกออาจอุดตัน เสื่อมประสิทธิภาพลง จำเป็นต้องฟื้นฟูด้วยการให้อาหารทางใบ ซึ่งพืชจะได้รับสารอาหารทางปากใบโดยตรง และเข้าสู่กระบวนการปรุงอาหารเพื่อไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว พืชจึงฟื้นตัวได้รวดเร็ว โดยการใช้สารให้พลังงานและอาหารพืชสำเร็จรูปที่จำเป็น อาทิ Monosaccharide , Amino acid , Organic acid ฯลฯ
แนวทางการแก้ปัญหาไวรัสใบด่างวงแหวน ระบบ ORG-Model  By Organellelife

 

1.  ซิกน่า ออล อิน วัน(ZIGNA All in One ) 

 

สารส่งสัญญาณในการต่อต้านโรคและแมลงต่างๆ( Cell Signalingin Resistance of Plant for Pathogen& Insect ) ทำงานผ่านระบบ SAR และ ISR ซึ่งมีส่วนผสมของสารสำคัญในขบวนการ SA-Signaling Pathway และขบวนการ JA-Signaling Pathway และธาตุอาหารสำคัญบางตัวอาทิ Ca , Znและสารสำคัญบางตัว อาทิ Amino acid , Malate Compounds เป็นต้น

 

 2. ซาร์คอน ( SARCON) 

 

 เพื่อจุดประสงค์ที่สำคัญคือ
2. 1. กระตุ้นกระบวนการ Revitalization ระบบเซลล์ของพืช อาทิ การฟื้นฟูเซลล์และสร้างเซลล์ใหม่  การบำรุงเซลล์ให้สมบูรณ์ ไม่แบ่งเซลล์ที่ผิดปกติ  การซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอ 
2.2. กระตุ้นกระบวนการสร้างภูมิคุ้มกันโรคพืช( Systemic Acquired Resistances: SAR) อาทิ ป้องกันโรครากเน่า-หัวเน่า โรคใบไหม้ต่างๆ
2.3 กระตุ้นการสร้างเกราะป้องกันแมลงและโรค(Agglomeration of ColliodsAggregrate) อาทิ ป้องกันเพลี้ยแป้ง
และหนึ่งในนั้นก็คือ"กระบวนการสร้างเกราะป้องกันเพลี้ย" ด้วย"Orthosilisic acid" ที่แตกตัวเป็นสารในรูป"Polymer" และเข้าสู่กระบวนการ" Polymerization" จนเปลี่ยนรูปเป็นสาร "Colloids" และเข้าสู่กระบวนการ"Agglomeration" เพื่อเปลี่ยนรูปให้เป็นผลึกแข็ง(Colloids Aggregrate) และถูกเคลื่อนย้ายไปที่"ผนังเซลล์"(Cell Walls) ต่อไป ผนังเซลล์ก็จะแข็งแบบ"ผนังคอนกรีต" ยากซึ่งที่ปากเพลี้ยจะมาเจาะดูด แปลงอื่นอาจจะมีเพลี้ยมาเจาะน้ำเลี้ยงได้ง่ายและปล่อยเชื้อไวรัสไว้ แต่เราป้องกันไว้ดีกว่า การใช้ยาเคมีดูดซึมจะฆ่าเพลี้ยที่เป็นพาหะนำเชื้อไวรัสใบหงิกได้ ตัวเพลี้ยมันตายไปแต่มันก็ปล่อยเชื้อไวรัสไว้ในพืชแล้ว พืชได้รับเชื้อก็ติดโรคไปแล้วเมื่อพืชได้รับ "ซาร์คอน" (SARCON) ในใบพืช ซิลิคอนจะสะสมมากในชั้นผนังเซลของเซลผิวนอกชนิดต่าง ๆ (epidermal cells) ได้แก่ bulliform cell, Cork cell, guard cell, long cell, micro-hair, prickle hair, silica cell, subsidiary cell และสะสมน้อยในเซลชั้นกลาง
(mesophyll cells) และระบบท่อลำเลียง (vascular bundle cells) และระบบท่อลำเลียง (vascular bundle cells) ซิลิคอนช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงปกป้องการบุกรุกของศัตรูพืชและสภาพแวดล้อมเลวร้ายต่าง ๆ ปกติพืชได้รับ Silicon ทีละน้อยจากการดูดซึมทางรากและเคลื่อนย้ายไปยังผนังเซลที่สะสมซิลิคอน เมื่อถูกกระตุ้นซิลิคอนจะรวมตัวกันเป็นชั้นโพลิเมอร์ในผนังเซลในรูป silicon – cellulose membrane ช่วยทำให้ผนังเซลแข็งแรงขึ้นเพื่อป้องกันตนเอง


มีส่วนผสมของกรดซิลิซิคหรือซิลิคอนในรูปที่ละลายน้ำได้ และสามารถซึมผ่านเข้าไปในพืชได้ง่ายและรวดเร็ว เป็นสารช่วยสร้างความต้านทานโรคและแมลงให้แก่พืช โดยกรดซิลิซิคในรูปที่ออกฤทธิ์ได้ (Orthosilicic acid) จะช่วยเสริมสร้างโครงสร้างพืชให้แข็งแรงโดยเฉพาะในชั้นเซลล์ผิวนอก(Epidermis) กรดซิลิซิคสะสมในผนังเซลล์และจะรวมตัวเป็นชั้นโพลิเมอร์(polymer)ปกป้องพืชเมื่อถูกกระตุ้นจากการบุกรุกของโรคและแมลง กรดซิลิซิคยังช่วยทำลายพิษที่ได้รับจากศัตรูพืชและยังช่วยส่งเสริมการสังเคราะห์และการออกฤทธิ์ของสารต้านทานโรคและแมลงที่พืชสร้างขึ้นเองเช่น phytoalexins, flavonoids เป็นต้น
กรดซิลิซิคที่รวมตัวกันเป็นชั้นของโพลิเมอร์( Layer of Polymers) เพื่อปกป้องพืช ก็ยังทำหน้าที่ในการทำให้พืชทนทานต่อสภาวะเครียดต่างๆ จาก ความแห้งแล้ง ความร้อน ความหนาวเย็น ความเค็มของดิน ฯลฯ ได้ดี ทำให้พืช ทนแล้ง ทนร้อน ทนหนาว ทนเค็มได้ดี อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาดินเปรี้ยวและรักษาความชุ่มชื้นในดินได้ ช่วยให้รากพืชแข็งแรง หาอาหารได้เก่ง ตลอดจนคุณสมบัติอีกอย่างที่กรดซิลิซิคสามารถทำหน้าที่ได้ดีคือการปลดปล่อยธาตุอาหารที่ตกค้างในดินโดยเฉพาะฟอสเฟต และจับยึดสารพิษตกค้างในดินบางชนิดไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าสู่พืชและไปทำลายพืช


3. อีเรเซอร์-1  (Eraser-1)

 

สารกำจัดเชื้อโรคทั้งเชื้อไวรัส เชื้อราและแบคทีเรียแบบเฉียบพลัน และสารป้องกันเชื้อโรคในกระบวนการสร้างภูมิคุ้มกัน เสมือนเป็น"วัคซีน" ให้พืช ( ในกระบวนการ Systemic Acquired Resistance: SAR ) โดยผ่าน SA-Signaling Pathwayส่งสัญญาณไปยังเซลล์ต่างๆทั่วทั้งต้นพืช  กระตุ้นให้ยีนต้านทานโรค (PR-Genes) สร้างโปรตีนต้านทานโรคตัวหนึ่งขึ้นมา(PR-Proteins) ที่ทำหน้าที่เป็นสารควบคุมและฆ่าเชื้อโรคหลายๆชนิด ทำให้พืชมีภูมิต้านทานโรค และสามารถรักษาโรคและป้องกันการเกิดโรคที่มีสาเหตุมาจากเชื้อรา แบคทีเรียและไวรัสได้ ก่อนที่เชื้อโรคจะลุกลามไปทั่วทั้งลำต้น

 

4.  ไบโอเจ็ท (Bio-jet )

ฮอร์โมนพืชสกัดชนิดเข้มข้นสำหรับพืชทุกชนิด  ที่จะช่วยกระตุ้นการแบ่งเซลล์ใหม่ของรากและลำต้น"กระตุ้นแตกราก กระชากแตกยอด แตกใบใหม่"   กระตุ้นกระบวนการสังเคราะห์แสงให้เพิ่มขึ้น

ไบโอเจ็ท -  ช่วยกระตุ้นให้พืชมีการแตกตาอย่างสม่ำเสมอ อาทิ  ตายอด ตาดอก ตาใบ

ไบโอเจ็ท   -  ช่วยเพิ่มปริมาณแป้ง  น้ำตาล  ฮอร์โมนต่างๆ ทำให้พืชฟื้นตัวเร็ว  หลังจากเก็บเกี่ยว หรือ ฟื้นตัวเร็วหลังจากโดนน้ำแช่ขัง

ไบโอเจ็ท    -  ช่วยกระตุ้นให้พืชที่แคระแกรน เนื่องจากอากาศ ร้อนหรือหนาวเกินไป และพืชที่แพ้สารเคมี ให้มีการเจริญเติบโตดีขึ้น

ไบโอเจ็ท  -  สามารถใช้ผสมร่วมกับสารกำจัดศัตรูพืชได้หลายชนิด

ไบโอเจ็ท  -  พืชดูดซึมเข้าทางใบและรากได้ดี 

 

5. ORG-1 และ ORG-2 

- เพื่อให้ในสิ่งที่จำเป็นที่พืชต้องการ

สำหรับ ORG-1 ใช้เพื่อฟื้นสภาพต้นให้สมบูรณ์ พืชไม่โทรมง่าย เช่น หลังเก็บเกี่ยว หรือหลังจากประสบกับโรคระบาดเข้าทำลาย 
- ใช้เพื่อทดแทนการสร้างอาหาร ขณะที่พืชวิกฤติการปรุงอาหาร(การสังเคราะห์แสง)จากธรรมชาติได้ไม่เพียงพอ
- ใช้เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ ให้กับทุกส่วนของต้นพืช เช่น ส่วนราก ยอด ดอกและผล โตไว ใบใหญ่ ใบเขียวเข้ม ติดดอกดี ผลดก ผลใหญ่ ได้ขนาด รสชาติดี สีสวย เนื้อแน่น มีน้ำหนัก 
- ใช้เพื่อให้ต้นพืชมีความต้านทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศที่แปรปรวน ร้อนจัด หนาวจัด แล้งจัด เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว ฯลฯ
- ช่วยสร้างผนังเซลล์พืชให้แข็งแรง สามารถช่วยต้านทานการเข้าทำลายของโรคและแมลงได้

 


สำหรับ ORG-2 เป็นสารอาหารพืชชนิดพิเศษ ที่จำเป็น ช่วยเสริมสร้างความสมบูรณ์แข็งแรงให้แก่พืช 
สำหรับช่วงระยะเริ่มเจริญเติบโต ไปจนกระทั่ง ติดดอก ออกผล ลงหัว หรือ โตสมบูรณ์เต็มที่จนเก็บเกี่ยว  ช่วยปรับปรุงคุณภาพของผลผลิตให้ได้ปริมาณสูงสุด 
-ส่งเสริมการสร้างและสะสมอาหารภายในต้นพืช 
-ช่วยเสริมการสร้างตาดอก ติดดอกดี ช่วยผสมเกสรสมบูรณ์ 
-ลดการร่วงหล่น ขั้วเหนียว ผลดก ผลสวย ได้รูปทรงมาตรฐาน สม่ำเสมอ 
-ช่วยสร้างเนื้อให้แน่น มีน้ำหนักดี ขยายขนาดผล ทำให้ผลใหญ่ ผลหนัก
 -เพิ่มปริมาณแป้งในพืชหัวได้มากขึ้น  ทำให้พืชหัวมีขนาดใหญ่ แข็งแรง เนื้อแน่น ไส้ไม่กลวง 
-ช่วยพัฒนาคุณภาพของผลผลิตให้ดีขึ้น ช่วยเข้าสี สีสวย รสชาติดี
- ช่วยป้องกันผลกระทบจากสภาวะวิกฤต และความเครียดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพดินฟ้าอากาศ
     ต้านอากาศหนาว สู้อากาศร้อน  ทนอากาศแล้ง
- พืชฟื้นตัวไว  ให้ดอก ให้ผลเร็ว  ผลใหญ่ได้คุณภาพ และผลผลิตสูง

 

6.  ซอยล์ไลฟ์ (SoilLife)

 

      อินทรียวัตถุสกัดเข้มข้น ที่ใช้บำรุงดินให้ร่วนซุย ไม่แน่นทึบ หรือแน่นแข็ง ดินโปร่งร่วนซุย ระบายน้ำและอากาศได้ดี  ช่วยปลดปล่อยธาตุอาหารในดินที่ถูกตรึงไว้ออกมาให้พืชดูดกินได้อย่างสมบูรณ์ อีกทั้งยังให้ออกซิเจน (O2) แก่ดิน เพื่อฟื้นดินให้มีชีวิตและรากพืชงอกเร็วและแผ่ขยายได้เร็วขึ้น ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดินซึ่งจะสร้างแหล่งอาศัยให้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ดำรงชีวิตและทำกิจกรรมต่างๆได้
“รากฝอยแผ่กระจาย ผลผลิตเพิ่มมากมาย พืชขยายต้น ขยายใบให้ใหญ่งดงาม ต้นเขียวสมบูรณ์ และช่วยฟื้นฟูให้พืชที่อยู่ในสภาพต้นโทรมให้กลับมาแข็งแรง ต้นใหญ่ ใบเขียว


  วิธีการดูแลรักษามะละกอ ที่ถูกไวรัสใบด่างวงแหวน เข้าทำลาย
        เมื่อพบโรคไวรัสใบด่างวงแหวนมะละกอ ให้ใช้อีเรเซอร์-1 อัตรา 20 ซีซี +ซิกน่า อัตรา10 ซีซี.+ ออร์ซ่า(สารเสริมประสิทธิภาพ) อัตรา 4 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุกๆ 5 วัน 3-4 ครั้ง ทางดินควรมีการรด "ซอยล์ไลฟ์" ในอัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร รดต้นละประมาณ 1 บัวรดน้ำ  กระทั่งอาการของต้นมะละกอเริ่มดีขึ้น  หลังจากควบคุมอาการไวรัสอยู่แล้ว ให้เริ่มต้นบำรุงดูแลมะละกอ โดยการ ฉีดพ่น "ไบโอเจ็ท" เพื่อกระตุ้นการแตกยอด แตกใบใหม่ที่สมบูรณ์ และฉีดพ่น"ซิกน่า"ร่วมกับ"ซาร์คอน" ทุกๆ  10-15 วัน เพื่อป้องกันและคุ้มครองมะละกอไม่ให้เกิดการเข้าทำลายของเชื้อไวรัสอีกต่อไป  
         หลังจากมะละกอได้รับการรักษา ฟื้นฟูแล้ว เกิดการแตกยอดอ่อนใหม่ และมีกิ่งก้านที่สมบูรรกว่าเดิม ก้านใบไม่มีรอยช้ำ หรือหากรอยช้ำยังปรากฏให้เห็นได้ก็ไม่เป็นอันตราย เมื่อผ่าดูข้างในก้านใบ ไม่พบรอยช้ำภายใน  ดอกและผลเล็กที่มีอยู่แล้วไม่หลุดร่วง มีการติดดอกและผลใหม่ดกอย่างต่อเนื่อง
และเมื่อต้นมะละกอฟื้นตัวจนสมบูรณ์เต็มที่ พร้อมที่จะให้ผลผลิต ให้ฉีดพ่น ORG-1 + ORG-2 ทุกๆ 10-15 วัน เพื่อสร้างความสมบูรณ์ต่อการให้ผลผลิตที่ดี ไปจนถึงระยะมะละกอติดดอกออกผล และฉีดพ่นไปจนถึงระยะเก็บเกี่ยว 
        อยากบอกว่า ปัญหาเรื่องไวรัสใบด่างมะละกอนี้ ยังมีทางแก้ไข อยู่ที่ว่าเราจะหยุดหรือเดินต่อ แต่ถ้าเราหยุดและยอมแพ้ต่อเชื้อโรคนี้ คงไม่มีพื้นที่ปลูกมะละกอเหลือรอให้เราได้เก็บเกี่ยวผลอีกต่อไป ส้มตำมะละกอก็คงจะสูญหายหายไปจากเมนูยอดฮิตของคนไทยอีกต่อไป ดังนั้นจึงขอยืนยันว่าเราจะเดินต่อ ……


Line ID : organellelife

Tel. 084-8809595 , 084-3696633

www.organellelife.com

www.facebook.com/organellelife.org

" target="_blank">
คู่มือ ออนไลน์ ออนล้าน สไตล์ออร์กาเนลไลฟ์ สำหรับผู้ใช้ Facebook มือใหม่
คู่มือ ออนไลน์ ออนล้าน สไตล์ออร์กาเนลไลฟ์ สำหรับผู้ใช้ Facebook มือใหม่

" target="_blank">
"ออนไลน์ ออนล้าน" สไตล์..ออร์กาเนลไลฟ์

"ออนไลน์ ออนล้าน" สไตล์..ออร์กาเนลไลฟ์

ขั้นตอนเบื้องต้น

ขั้นตอนที่สมาชิกสามารถทำได้เลย(เพราะเรามีภาพ"ผลงานของสินค้า"ทั้งเก่าและใหม่กว่าหลายหมื่นภาพ รอท่านอยู่แล้ว)

1) ต้องมี สมาร์ทโฟน( ยี่ห้ออะไรก็ได้ ราคาย่อมเยา เลือกที่ใช้งานง่าย) เพราะเราต้องทำงานบนสมาร์ทโฟน ได้

2) สมัครเฟซบุ๊คส่วนตัว(กรณีคนที่ยังไม่มี) และคลิ๊กเพิ่มเพื่อนโดยสมัครเข้ากลุ่มต่างๆที่เป็นเป้าหมายทางการเกษตรและกลุ่มเป้าหมายทางคนทำธุรกิจเครือข่ายขายตรงออนไลน์ (อาทิ กลุ่ม มันสำปะหลัง 30 ตัน กลุ่มเครือข่ายผู้ปลูกพริกและผักเศรษฐกิจ  กลุ่มเกษตรก้าวใหม่ New ฯลฯ หรือกลุ่มคนทำธุรกิจทางออนไลน์ อาทิ กลุ่มงานเสริม,งานออนไลน์ กลุ่มตลาดออนไลน์ โฆษณาฟรี โพสต์ฟรี  กลุ่มงานออนไลน์ ธุรกิจเครือข่ายมาแรง ฯลฯ) และดูชื่อคนที่มาโพสต์หรือคนที่มาแสดงความคิดเห็นบ่อยๆในแต่ละโพสต์ เลือกส่งคำขอเป็นเพื่อนกับเขาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

(โดย วิธีหากลุ่ม: ให้เข้าไปที่เฟซบุ๊คส่วนตัวของ PaccaponSriklai (www.facebook.com/paccapon.sriklai) แล้วไปดูที่"กลุ่ม" ว่ามีกลุ่มอะไรบ้างที่เราสนใจ และกลุ่มนั้นๆมีสมาชิกเยอะๆ)

3) สมัคร เฟซบุ๊ค แฟนเพจ" ( FacebookFanpage )

4) แต่งตั้ง PaccaponSriklaiเป็น Admin ร่วม (ผู้ดูแล) ในเบื้องต้น เพื่อช่วยเหลือในระยะแรกๆเท่านั้น (แต่ไม่บังคับ)

5) สร้างหน้า" เฟซบุ๊ค แฟนเพจ"( FacebookFanpage) ให้สมบูรณ์ที่สุด โดยเริ่มโพสต์ผลงานของสินค้าและกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งโพสต์ตัวสินค้า หรือบทความดีๆที่เป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับสินค้าลงไปได้ และบรรยายให้กินใจและได้ใจความแบบ โดนๆ เนื้อหา (Content) ต้องมีความแตกต่าง แบบไม่ใช่ ตั้งหน้าตั้งตาจะมาโฆษณาแต่สินค้า เพราะคนจะไม่รับ      ( ให้ทำ "โฆษณา เหมือนไม่ได้โฆษณา )

6) เชิญชวนเพื่อนของตัวเองในเฟซส่วนตัว ให้เขาเข้ามาคลิ๊ก "ถูกใจ"(Like) หน้า"แฟนเพจ"(Fanage) ของเราเพื่อเพิ่มยอดไลค์(Like)

7) โปรโมทเพจ(โฆษณาเพจ) กับเฟซบุ๊ค ในช่วงต้นๆ เพื่อให้คนรู้จักเพจเรามากขึ้น ให้เป็นเพจยอดนิยมเร็วขึ้น( โดยเฉลี่ยเท่าที่ทำมาจ่าย 500 บาท/วัน จำนวน 7 วัน เป็นเงินประมาณ 3,500 บาท จะมีคนมา Like (ถูกใจ) ประมาณ 3,500 คนหรือประมาณ Like(ถูกใจ) ละ 1 บาท)

8) ลงโพสต์เด็ดๆ โดนๆ  แล้วโฆษณาโพสต์ที่เด็ดๆ โดนๆ กับเฟซบุ๊คโดยเริ่มต้นที่อัตรา 500บาท/7วัน และเลือกกลุ่มเป้าหมายที่บ่งชัดด้วย(สถานที่,อาชีพ,พืช,อายุ ฯลฯ) ตัวอย่างเช่น เลือกกลุ่มเป้าหมาย เป็นผู้ปลูกมันสำปะหลัง อายุระหว่าง 20-60 ปี จากนั้นเฟซบุ๊คจะหากลุ่มเป้าหมายที่เข้าถึงเรามาให้เรา ประมาณ 12,500-25,000คน/7วัน/ 500 บาท เราก็รอดูจำนวนคนที่กด"ถูกใจ"(Like)หลายร้อยหรือหลายพันคน (ถ้าโพสต์ของเราโดนใจ) และในหลายร้อยหลายพันคนที่กด"ถูกใจ"เราเขาอาจเป็นลูกค้าหลายสิบคนที่สั่งซื้อสินค้าจากเราก็เป็นได้

9) พยายามโพสต์รูปภาพหรือกิจกรรมต่างๆเอง ในเพจของตัวเอง มากกว่าการแชร์(Share)

10) เทคนิคการโพสต์ เราต้องศึกษาเพิ่มเติมจากคู่มือที่บริษัทจัดไว้ให้หรือศึกษาตามหนังสืออื่นๆที่เกี่ยวข้องตามร้านหนังสือที่มีจำหน่าย

11) ต้องการดูตัวอย่างการโพสต์ ให้เข้าไปหาดูได้ในแหล่งต่างๆดังกล่าวนี้

      11.1) เฟซบุ๊ค" PaccaponSriklai "  (www.facebook.com/paccapon.sriklai)

     11.2) เพจ" บริษัทออร์กาเนลไลฟ์(ประเทศไทย) จำกัด (www.facebook.com/organellelife.org )

     11.3) เพจ "นวัตกรรมมันสำปะหลังไทย สู่มันสำปะหลังโลก " (www.facebook.com/Cassava30ton )

12) ถ้าอยากได้ภาพและข้อมูลอื่นๆ ที่มีประโยชน์ในแต่ละเรื่องของบริษัทให้เข้าไปหาได้ที่เพจ (Page)ต่างๆของทางบริษัท

      12.1) เพจ "ยาสูบเงินล้าน " (www.facebook.com/pages/ยาสูบเงินล้าน/431771140269455?ref=hl )

      12.2) เพจ" รับรักษายางตายนึ่ง ยางหน้าตาย " (www.facebook.com/PathwayEraser1 )

      12.3) เพจ" นวัตกรรมชีวเคมี-Biochemistry " (www.facebook.com/pages/นวัตกรรมชีวเคมี-Biochemistry-    

      12.4) เพจ "ศูนย์สุขภาพพืช " (www.facebook.com/PlantHealthCenter)              

      12.5) เพจ "แอคซอน-AXZON สั่งมันลงหัว " (www.facebook.com/axzon.org )

      12.6) เพจ" กระบวนการลงหัวTuberization " (www.facebook.com/pages/กระบวนการลงหัว-)  

      12.7) เพจ" Organellelife Passive Income " (www.facebook.com/pages/Organellelife-Passive-)

     12.8) เพจ " ศูนย์ธุรกิจ ODSC " (www.facebook.com/ORG.ODSC)

 13) บริษัทเรายังมี"เฟซบุ๊ค กลุ่ม"(Facebook Group) อีก 4 กลุ่ม ที่เราสามารถเข้าไปหาข้อมูลทั้งภาพและบทความดีๆ ที่   ปักหมุดไว้ในแต่ละกลุ่ม ( หมายเหตุ: กลุ่ม "มันสำปะหลัง 30 ตัน ให้เข้าไปดูได้แต่ไม่แนะนำให้ โพสต์  )

     13.1) กลุ่ม "มันสำปะหลัง 30ตัน "

13.2 )กลุ่ม "พลิกชีวิตด้วยธุรกิจเกษตรแนวใหม่ "

13.3 )กลุ่ม " ยางพารายุคใหม่ "

13.4 )กลุ่ม "เกษตรเงินล้าน "

สรุปอันดับและขั้นตอนการเริ่มต้น

1) เปิดเฟซบุ๊ค ส่วนตัว  

2) เพิ่มเพื่อนให้ได้มากที่สุด 

3) เปิดเฟซบุ๊ค แฟนเพจ

4) แต่งตั้ง Paccaponเป็นแอดมิน(ผู้ดูแล)

5) โพสต์ภาพและบทความลงใน เพจ ให้ต่อเนื่อง  

6) เชิญชวนเพื่อนในเฟซส่วนตัว มาถูกใจ (Like)เพจ

7) โฆษณาหน้าแฟนเพจ(Fanpage) กับFacebook ในช่วงแรก เพื่อเพิ่มคนให้มาถูกใจ (Like) ได้เร็วขึ้น มีจำนวนมากขึ้น 

8) โฆษณาโพสต์ในเพจ ที่น่าสนใจและคิดว่าโดน กับ Facebook ( กรณีที่ไม่โฆษณากับFacebookก็ได้แต่จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายช้ามาก)

9) เข้าไปที่หน้าเพจ ทุกวันเพื่อ "เพิ่มโพสต์" และ "ตอบเพจ" (ควรตอบคำถามเพจให้รวดเร็ว อย่า..ล่าช้าเพราะจะสูญเสียโอกาส

ยังมีเทคนิคอื่นๆ อีกมากมายที่จะบรรยายให้สมาชิกได้ทราบเพิ่มเติมในการเปิดอบรมเป็นระยะๆไป หรือหาอ่านได้ในเอกสารที่ทางบริษัทจัดไว้ให้

( หมายเหตุ: สถิติโฆษณาโพสต์กับเฟซบุ๊ค สูงสุดเท่าที่ได้ทำมา 1,000บาทต่อ7วันมีผู้เข้าถึงได้มากถึง 98,000คน มีคนถูกใจ 4,900กว่าคน(โพสต์ถอนมันสำปะหลังของคุณสมพร ทองดีนอก ในเพจ"นวัตกรรมมันสำปะหลังไทย สู่มันสำปะหลังโลก)

"1 คน 1 แสน " คือเป้าหมายแรก ที่จับต้องได้

สอนให้ใครก็ได้ที่สนใจ ให้เขาใช้"โซเชียล มีเดีย"(Facebook ,Line ฯลฯ)เป็นเครื่องมือให้ได้อย่างอยู่หมัด โดยเราจัดเนื้อหาในการโฆษณา"ผลงานของสินค้า"เพื่อนำพาสู่กลุ่มเป้าหมายหลายสิบล้านคนที่อยู่ใน"ชุมชนเฟซบุ๊ค"(ซึ่งมีมากกว่า35ล้านคนในเมืองไทย) ใครดีใครได้ไป ครับท่าน

หน้าที่เราคือ หาคนมาเรียนรู้และสอนให้เขาทำจริง ลงมือจริง เอาใจใส่จริง อาทิตย์ละครั้ง ครั้งละ10คน ถ้าเกิดผลจะมีคนทำงานเดือนละ40คน ผ่านไป3เดือนทุกคนมียอดขายคนละ50,000บาทอย่างต่ำ ทีมท่านก็จะมียอดขายเดือนละ2,000,000บาท และทุกคนใต้สายงานไปทำแบบเดียวกัน อะไรจะเกิดขึ้น  ก็ โบนัส "Power Leg" ที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้อย่างไงล่ะครับ รายได้เดือนละหลายแสนบาท ไม่ยากเลยใช่ไหมครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เทคนิคการสร้างรายได้ง่ายๆ

“ออนไลน์  ออนล้าน”สไตล์  ออร์กาเนลไลฟ์

 

  1. เนื้อหาสาระ ที่นำเสนอตรงใจกับลูกค้า

เมื่อเรากำหนดเป้าหมายกลุ่มลูกค้าได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ต้องเตรียมการเรื่องข้อมูลที่จะนำเสนอให้ลูกค้าได้อ่านกัน

คนที่อยู่ในเฟซบุ๊กเขาเสพ เขาส่องอะไรกันบ้าง? แบรนด์ของเราจะสร้างความแตกต่าง นำเสนอข้อมูลอะไรให้ลูกค้าโดนใจเขาเข้าไปเต็มๆ

  1. เนื้อหาที่จะโพสต์ต้องตรงใจลูกค้า
  2. ไม่ขายกันอย่างโจ่งแจ้ง หรือโพนทะนาความเก่งยอดเยี่ยมของตัวเอง
  3. ขอให้เป็นเนื้อหา บทความ รูปภาพที่ดูง่าย สบายตา อ่านแล้วสบายใจ

 

  1. หลักการโพสต์ง่ายๆ เพื่อให้คนอ่านชอบ

ตั้งโจทย์ที่จะโพสต์ก่อนว่าเราจะโพสต์เพื่ออะไร  และแต่ละโพสต์เราจะให้อะไรบ้างกับผู้อ่าน เมื่อได้แล้วก็เริ่มเตรียมเนื้อหา

  1. เขียนให้สั้น ไม่ต้องเขียนให้ยาว พรรณนา เวิ่นเว้อ  สั้นกระชับ ได้ใจความ แต่ต้องมีอรรถรส
  2. เล่าเรื่องให้เป็น  : เขียนให้เหมือนเราเล่านิทานให้เด็กฟัง มีเสียงสูงต่ำ เสียงตัวประหลาด เสียงพระ เจ้าชาย หมาป่าฯ เล่าให้เห็นภาพ
  3. เห็นแล้วต้องอ่าน  : โพสต์ไว้คำแรก วลีแรก ย่อหน้าแรก ไม่ต้องเหน็บไว้ตอนท้าย เพราะคนจะอ่านก็ตรงจั่วหัวเหมือนหนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวเอาให้โดนตั้งแต่ตอนแรก
  4. อ่านให้ได้คิด  :  ผู้อ่านนำไปคิดต่อได้เอง ไม่ต้องสรุปทุกอย่าง ให้ผู้อ่านตอบคำถามของเขาเองให้ได้

 เนื้อหาเตรียมให้พร้อมศึกษาตัวเราเองให้กระจ่าง พร้อมแล้วก็ออกไปคุยกับผู้อ่านด้วยการโพสต์เนื้อหาที่ตรงกับใจกัน

 

  1. ขายเรื่องราว อย่าขายสินค้า บริการ (Sell story , don’t sell your product! )

ถามว่าแล้วจะทำอย่างไร ขายอย่างไร คำตอบคือ“ขายโดยไม่ต้องขาย”

เนื้อหาส่วนใหญ่ เป็นข้อคิด มุมมอง กิจกรรม ที่มัน..เข้าไปถึงใจคนอ่าน  อ่านแล้วต้องผงกหัวตาม พร้อมทั้งกด Like และ Share บทความเนื้อหานั้นๆ

  1. เนื้อหา ความรู้ เฉพาะทางเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการของเรา ผู้อ่าน อ่านแล้วได้ความรู้ ทราบได้เลยว่าเจ้าของเพจ เป็นมืออาชีพ หรือมีความชำนาญในเรื่องเหล่านั้น เรียกได้ว่าเป็น “เทพเดินดิน”ใช้ภาษาง่ายๆ อ่านแล้วเข้าใจ ไม่ต้องใช้ศัพท์ทางเทคนิค หรือเฉพาะทางมากเกินไป มีตัวอย่างเทียบเคียงประกอบ เนื้อหาบทความไม่จำเป็น แค่รูปเราสามารถที่จะใช้คลิปวีดีโอสั้นๆ 1-3 นาที เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจได้ทั้ง ภาพ เสียง ข้อความ ครบสมบูรณ์
  2. คำคม คำอวยพร แรงบันดาลใจ ธรรมะ เป็นบทความที่ช่วยสร้างสรรค์สังคมบนโลกออนไลน์ให้น่าอยู่ ผู้คนได้อ่านแล้วคิดไปในทางที่ดี มีกำลังใจ มองเห็นแนวทางในการแก้ปัญหาชีวิตการงานเราไม่ทราบได้หรอกว่าผู้อ่านจะมีปัญหาอะไรในชีวิตอยู่บ้าง แต่บ่อยครั้งที่ คำคม คำอวยพร แรงบันดาลใจ และหลังธรรม ที่เราโพสต์ไปนั้นไปโดนใจทำให้เขาได้คิด ได้สติ
  3. กิจกรรมเพื่อสังคมที่เกี่ยวข้องกับเพจของเราเอง หรือไม่เกี่ยวข้องในทางตรง แต่เราเป็นผู้ช่วยเผยแพร่ต่อ จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ ในเรื่อง CSRให้กับแบรนด์แฟนเพจของเรา

 

สำรวจบทความหรือเนื้อหาที่เราเตรียมจะโพสต์ ช่วยตอบโจทย์ผู้อ่านได้ในมุมมองประเด็นใดได้บ้าง

  1. ความรู้: ต้องเป็นความรู้จริง ที่ผู้อ่านต้องการจะได้รับทราบ
  2. ข้อเท็จจริง:  เรื่องราวข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ สถานการณ์
  3. ข้อคิดเห็น:  ความเห็นส่วนตัวของเราคืออะไร
  4. แนวทางปฏิบัติ  :  แนวทางที่ควรทำเป็นหลักเกณฑ์ทั่วไปที่ควรปฏิบัติ
  5. วิธีการแก้ปัญหา  :  ทางออกของปัญหาต่างๆ ควรแก้ไขอย่างไร
  6. ข้อคิด เตือนสติ:เตือนใจจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง
  7. แรงบันดาลใจ  :  กำลังใจ มุมมองเชิงบวก เพื่อให้ผู้อ่านได้ตื่นจากภวังค์
  8. ข้อแนะนำ:  ควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร
  9. ข้อเสนอแนะ:  บทสรุป ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัญหาเหตุการณ์ใดๆ

 

ช่องทางสร้างแบรนด์ให้คนรู้จักบนโลกออนไลน์

เมื่อพูดถึงช่องทาง สร้างแบรนด์บนเฟซบุ๊กผมโฟกัสว่า เป็นแบรนด์ใหม่ของเรานะครับ ไม่ว่าจะเป็นสินค้า หรือแบรนด์ส่วนบุคคล เพราะทั้งหมดเราต้องทำเอง ไม่เหมือนกับแบรนด์ดังๆ ที่มีชื่ออยู่แล้วทั้งในโลกแห่งความจริงและในโลกออนไลน์ บริษัทแบรนด์ยักษ์ใหญ่ ส่วนใหญ่แล้วจะมีทีมที่จะทำงานทางด้านนี้กันอย่างจริงจังครับ  ส่วนพวกเราเข้ามาคนเดียว solopreneurลุยทั่วไปคนเดียว  เราไม่ได้ทำแบรนด์ เพื่อแข่งกับแบรนด์ดัง แบรนด์ใหญ่ เราทำแบรนด์ให้กับสินค้าหรือตัวตน เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือ ความมั่นใจ  สร้างตัวตนให้โลกได้รู้จักเท่านั้นดังนั้นช่องทางที่เราจะช่วยสร้างแบรนด์บนเฟซบุ๊ก นอกจากจะประกอบด้วยชื่อแบรนด์ ความเป็นตัวตน  บทความ  เนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์แล้ว ช่องทางที่จะมาช่วยแพร่กระจายข่าวสารโพสต์ให้กับเราก็จำเป็นที่จะต้องทำควบคู่กันไปด้วยครับ

 

5 ช่องทางหลักSocial Media ช่วยสร้างแบรนด์

  1. Facebook Account Profile เฟซบุ๊กส่วนตัวหรือ Account Profileเป็นช่องทางเบื้องต้นที่จะเป็นตัวกระจายแฟนเพจในการสร้างแบรนด์ของเราครับ ทุกครั้งที่เราโพสต์บทความต่างๆลงในหน้าแฟนเพจ เราควรจะ Tag บทความรูปภาพนั้นกลับมายังหน้าไทม์ไลน์ของเราเพื่อให้เพื่อนๆของเราได้เห็นโพสต์นั้นๆ นะครับที่สำคัญรูปภาพ หรือข้อความเหล่านั้นต้องไม่เป็นการขายสินค้านะครับเป็นบทความที่ให้ความรู้กำลังใจ แนวคิด คำคม กำลังใจ เหล่านี้จะเป็นการสร้างแบรนด์ให้เพื่อนๆเราได้จดจำไปเรื่อยๆ บอกต่อกันไปเรื่อยๆครับ แบรนด์จะเกิดไม่ใช่การที่เราขายของแบบ hardcore นะครับ อย่างนี้อาจจะได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่ไม่ถาวร  แต่ถ้าจะเป็นการไว้วางใจกันแล้วจะขายอะไร บอกอะไรเขาก็เชื่อ เขาก็ซื้อครับ เขาไม่ได้ซื้อสินค้านะครับ แต่เขาซื้อความเป็นแบรนด์
  2. Facebook Group  กลุ่มของเฟซบุ๊ก ที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้า และบริการของเราเป็นช่องทางที่เราจะเข้าไปแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ และแนบ Link ของหน้าแฟนเพจของเราให้แต่ละคนเข้ามาติดตามต่อครับ 

ข้อพึงระวังอย่างหนึ่งนะครับ ปัจจุบันมี facebook Group จำนวนมากที่ถูกเปิดขึ้นมา แล้วนำมาใช้กันผิดวิธีคือ ผู้เปิดก็เปิดมาให้คนเข้าไปร่วมในกลุ่ม แล้วต่างพากันโพสต์ขาย ขาย แล้วก็ขาย สินค้า  หลายคนก็ใช้โปรแกรมที่ช่วยในการโพสต์ขายสินค้าในกลุ่มอัตโนมัติ  อย่างนี้ไม่ใช่วิถีของการสร้างแบรนด์ เพื่อทำเงินนะครับ แต่เป็นการขายแบบตีหัวเข้าบ้านครับ อาจจะพอขายได้แต่มันไม่ยั่งยืนครับ  เพราะโดยส่วนใหญ่กลุ่มทีเปิดขึ้นมาก็มักจะเป็นพ่อค้าแม่ค้าด้วยกัน ไม่มีใครสนใจที่จะซื้อ สนใจแค่ขายครับ จะทำให้เราเสียเวลาเปล่าครับ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่เราขายในกลุ่ม แต่อยู่ที่เราควรนำความรู้และประเด็นที่เป็นประโยชน์ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ความมั่นใจ ความน่าไว้ใจให้กับคนในกลุ่ม จนเขามั่นใจเรา เขาก็จะซื้อสินค้าบริการเราเอง  เรียกว่าน้ำซึมบ่อทรายครับ  ไม่ต้องเร่งรีบขายกันจนออกหน้าออกตา จะทำให้เกิดความรำคาญเสียมากกว่าครับ

  1. Twitter เราสามารถที่จะกระจายโพสต์บทความของเราไปยัง Twitter  ได้อย่างง่าย เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงแบรนด์ของเราได้อีกช่องทาง ผมจะไม่กล่าวถึงว่า ต้องสร้างบัญชี Twitter อย่างไรนะครับ แต่จะแนะนำให้ท่านติดตั้งแอพพลิเคชั่นที่ช่วยประหยัดเวลาในการโพสต์ข้อความจากเฟซบุ๊ก ไปยัง Twitter ได้ทันที ที่สำคัญฟรี ครับ
  2. Instagramถ่ายรูปกิจกรรมสินค้าเพื่อสร้างแบรนด์การถ่ายรูปตัวเอง หรือกิจกรรมที่เกี่ยวกับการสร้างแบรนด์ผ่านทาง IG และแชร์กลับมายัง เฟซบุ๊ก จะเป็นการช่วยในการรับรู้และเข้าถึงแฟนเพจและแบรนด์ของเราได้มากยิ่งขึ้น

อะไรบ้างที่เราควรทำบน IG

  • เปิดตัวสินค้า หรือกิจกรรมส่งเสริมการขายในรูปแบบต่างๆ เพื่อส่งลูกค้าจาก IG กลับมายังเฟซบุ๊ก
  • ข้อมูลของสินค้าเพียงพอให้ผู้ที่สนใจสั่งซื้อสินค้าหรือติดตามกิจกรรม ควรไปในทิศทางเดียวกัน
  • เทคนิคอย่างหนึ่งก็คือการใช้ # HASHTAGS ให้เป็นประโยชน์นะครับอย่าลืมตั้ง HASHTAGS เป็นของตัวเองในกิจกรรมนั้นๆ จะช่วยเพิ่มยอดผู้เข้าชมและสร้างการรับรู้แบรนด์ และเพิ่มยอดขาย
  1. YouTube คลิปวีดีโอต่างๆ เป็นอีกหนึ่งช่องทาง ที่จะช่วยในการสร้างกระแสโปรโมตแบรนด์ของเรานะครับ สร้างClip VDO ที่เกี่ยวข้องกับสินค้า แบรนด์ของร้านแล้ว Upload ขึ้นไปยัง YouTubeแชร์คลิปดังกล่าวกับมายังเฟซบุ๊ก เป็นเทคนิคขั้นพื้นฐานที่แต่ละท่านควรจะทำกันให้ได้นะครับ

อย่างแรกในการที่จะใช้ YouTube ท่านต้องมี User ของ YouTube นะครับ ไม่ยากครับสมัคร อีเมล์ Gmail หลังจากนั้นก็สมัครใช้ YouTube ได้เลย

หัวข้อ (Title) คือหัวเรื่องของคลิปวีดีโดว่าเป็นเรื่องอะไร รายละเอียด (Description) เนื้อหาของคลิป เราต้องการสื่ออะไร สิ่งสำคัญคือต้องมีการใส่ Link เฟซบุ๊กของเราไว้ด้วยแท็ก (Tag) คำค้นหาเกี่ยวกับคลิปนั้นๆ เช่นการพัฒนาตัวเอง กำลังใจ เครื่องสำอาง เป็นต้น เมื่ออัพโหลดเรียบร้อย กดปุ่มเผยแพร่ Clip เราก็สามารถใช้งานได้ นำ Clip ดังกล่าวไปโพสต์ในหน้า Timeline ของเพจได้เลยครับ

 

5 ช่องทางหลักที่จะช่วยกันดึงคนเข้ามา Link เพจ ติดตามแบรนด์ของเรานะครับ ข้อควรคำนึงการสร้างแบรนด์ต้องสร้างภาพลักษณ์ที่ดี สร้างภาพลักษณ์ที่ดีไม่ใช่การสร้างภาพให้ดูดีนะครับแต่ต้องมาจากความจริงใจ ใจจริงที่จะทำเพื่อผู้อื่น หรือเพื่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ถ้าพร้อมกันแล้วก็ลุยกันได้เลยครับ ผู้คนรอพวกเรามาช่วยสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์กันแล้วครับ

 

แบรนด์ไม่เกิด เพราะแจ้งเกิดผิดวิธี

หลายคนวิ่งหาทางลัด สร้างตัวตน สร้างแบรนด์ชั่วข้ามคืน คุณอาจจะดังได้ แต่คุณก็ไม่ผ่านไป เป็นแบรนด์ได้อย่างแน่นอน เพราะวันนี้ดัง  พรุ่งนี้ มะรืน ก็ดับครับสร้างแบรนด์มันเหมือนเชื้อเพลิงดีเซลเผาไหม้ช้า ออกตัวช้า แต่เมื่อติดแล้ววิ่งฉลุย จะหวังจุดแล้วติดทันที นี่คงลำบากสักหน่อยครับ 

 

กฎเหล็ก 16 ข้อ ในการโพสต์ลงเฟซบุ๊กที่ขอแนะนำว่า “ไม่ควรทำ”

เพราะมันอาจจะย้อนมาทำลายคุณได้ แบรนด์เป็นเรื่องละเอียดอ่อนถ้าจะมาทำกันแบบลวกๆ ก็ไปหาลูกชิ้นปลาลวกกินกันนะครับ แบรนด์ต้องอาศัยเวลา ความจริงใจ คุณภาพของบทความ และที่สำคัญความเป็นตัวตนของเรา

 

หากใช้วิธีต่อไปนี้ผมค่อยข้างมั่นใจว่า จะ “ดับ มากกว่า ดัง”

  1. วิ่งตามกระแส

เพจไหนดัง แนวไหนเกิด ก็จะกระโจนเข้าไปเล่นโดยไม่ได้สำรวจตัวตนว่าเราเป็นใคร เอากันแบบง่ายๆ ก็คือไม่ดูน้ำหน้าตัวเอง อยากดังแต่ไม่มีของเพราะเที่ยวไปก๊อบคนโน้นที คนนี้ที อย่างนี้จบ ไม่ผ่าน

  1. ชื่ออ่านยาก

เพจใหม่ชื่อ ปรมนฐปวีการณ์ ,axibmenzodo, gohinzhqeเป็นต้น จะยากไปไหนครับ พี่ทำเพจให้มนุษย์ชาวโลกเขาอ่าน เขาเข้าไปชมนะครับ ไม่ใช่อยู่ดาวอังคาร หรือมาจากดาวพลูโต เอาง่ายๆ ก็บอกกันไว้แล้วนะ สั้น จำง่าย

  1. ขาดความร่วมมือ

แบรนด์บนเฟซบุ๊กไม่ได้ทำกันคนเดียวนะ ผมเคยพูดถึง หุ้นส่วน ซึ่งเป็นรหัสลับสร้างแบรนด์ของมาร์ก สร้างความร่วมมือของหุ้นส่วน พนักงาน และคู่ค้าต่างๆ นะครับ ถ้าทุกคนไม่เข้าใจ แบรนด์ไม่เกิด เฟซบุ๊กเป็นแค่สื่อออนไลน์ แต่เราก็จำเป็นที่จะต้องสร้างแบรนด์ให้เกิดในโลกความเป็นจริงออฟไลน์ด้วย

  1. สัญญาลมปาก

แบรนด์จะพังก็เพราะรับปากไปเรื่อย ได้ครับพี่ ดีครับท่าน โอเคครับนาย การรับปากออกสื่อ มันก็เหมือนสัญญาที่มัดเราไว้แน่นนะครับ “บิดพลิ้วโกหก Fake แค่นิดเดียว โลกออนไลน์มัน Fake กันง่าย โกหกหลอกลวงกันเป็นอาจิณ” แต่ถ้าเราจะสร้างตัวตนให้เป็นแบรนด์ “ความจริงใจ” เป็นเรื่องแรกที่ต้องสร้างแม้แต่จะขายสินค้าบนอินเทอร์เน็ตถ้าลงตั้งต้นด้วย   คำว่า “ขาย” ตามท้ายด้วยคำว่า “กำไร” รายไหนรายนั้นครับ “เจ๊ง” แต่ถ้าเปลี่ยนมุมมองจากการ “ใช้” ตามท้ายด้วยคำว่า “แบ่งปัน” รายไหนรายนั้นครับ “รวย”

  1. หว่านแหไปเรื่อย

ไม่รู้ว่าลูกค้าตัวเองเป็นใคร สนใจสิ่งไหน อยากได้อะไร สินค้าบริการ แบรนด์ของเราจะช่วยอะไรเขาได้ อย่างนี้จบครับ แบรนด์ไม่เกิด  จะได้แต่กระเป๋าแบนแฟนทิ้ง กลับบ้านไปเท่านั้นครับ

  1. ตีหัวเข้าบ้าน ยัดเยียดข้อมูล

เปิดมาก็ขาย เต็มหน้า Timeline หลับไปแล้ว ตื่นมาก็โปรโมชั่น หั่นราคากันเต็มหน้า Timeline จะขายกันไปถึงไหน ตีหัวเข้าบ้านอะไรกันขนาดนั้น เพลาๆ ลงหน่อย เดี๋ยวนี้เป็นยุคที่เรียกได้ว่า Overload Information เยอะเกิ๊น รับกันไม่หวาดไม่ไหว ปรับหน่อย เบานิด เอาให้คนอ่านสบายใจ แล้วอะไรดีๆ มันจะตามมา

  1. ไม่จริงจัง ขาดความต่อเนื่อง

ทำธุรกิจเป็นเรื่องของความต่อเนื่อง ถ้าเราสังเกตแบรนด์ใหญ่ เมื่อเขาออกผลิตภัณฑ์ใหม่ โปรโมชั่นใหม่ มีงบโฆษณามากมาย สิ่งที่เขาทำคือการยิงสปอร์ตโฆษณาลงในสื่อสาธารณะอย่างทีวี แบบถี่มาก มีทุกช่อง ยิ่งช่วงเวลาที่คนติดละครก็จะมีสินค้าแบรนด์ดังๆ มาคั่นเวลาอยู่เสมอ  พวกเราแม้ไม่มีเงินทุนมากมาย แต่เราสามารถสร้างความต่อเนื่องโดยการโพสต์บทความข้อมูลดีๆ สม่ำเสมอได้นะครับ เฟซบุ๊กเขาไม่ห้ามโพสต์บ่อยๆ แต่ขอให้โพสต์นั้นมีคุณค่าต่อผู้อ่าน จะได้เป็นการสร้างแบรนด์เราด้วย ถ้าไม่โพสต์ หรือโพสต์บ้าง ไม่โพสต์บ้าง อย่างนี้ไม่ต่อเนื่อง คนเห็นน้อย แบรนด์ก็ไม่เกิด เรียกว่า หยุดโพสต์ ธุรกิจก็หยุด

  1. ไร้อารมณ์

บทความ รูปภาพ ไม่ชวนให้สนใจ ไร้อารมณ์ ความรู้สึก ขาดการมีส่วนร่วมของผู้อ่านหรือลูกค้าหลักๆ มักจะมาจากเราไม่ได้มีทักษะในการเขียนให้น่าอ่าน การหารูปที่น่าสนใจ วิวทิวทัศน์ธรรมชาติ หรือ Clip VDO ที่เป็นประโยชน์ภาพลักษณ์ แบรนด์เราจึงไม่ชัด

  1. สร้างกระแสด้วยเรื่องเซ็กส์

หลายเพจดึงเอาเรื่องเซ็กส์ ไม่ว่าจะเป็นรูปเรทอาร์เรทเอ็กซ์ หรือจะเป็นคลิปวีดีโอก็ตาม เพื่อสร้างกระแสให้คนเข้าไปดู  กดไลค์ (บางคนก็ดูแต่ไม่กล้ากด) เพจประเภทนี้ไม่สามารถสร้างแบรนด์ตัวตนได้ เพราะส่อไปทางอนาจารเสียมากกว่า

  1. โหมข่าวการเมือง

การเมืองกับการสร้างแบรนด์เป็นเรื่องต้องห้าม ยิ่งบนเฟซบุ๊กยิ่งต้องห้ามนะครับ ไม่ว่าเราจะมีความคิดเห็นทางด้านใดขอให้สงวนท่าทีไม่พูดถึงได้เป็นเรื่องดี เมื่อใดการเมืองนำแบรนด์ รับรองได้ครับ เพจท่านจะอยู่ไม่สุข แบรนด์ท่านจะไม่มีโอกาสเกิดแน่นอน

  1. เวทีโจมตีคู่แข่ง

สร้างแบรนด์นะไม่ใช่สร้างศัตรู คู่แข่งไม่ใช่ศัตรูคู่อาฆาต แต่ถ้าเมื่อใดที่เราไปกระตุกหนวดเสือ เมื่อนั้นคู่แข่งก็จะกลับมาเล่นงานเรากลับ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เมื่อใดที่เราเปิดศึกเท่ากับเราทำลายแบรนด์ของเราเอง ผมไม่เคยเห็นใครลุกขึ้นมาด่าว่าโจมตีคู่แข่งอย่างดีก็แค่แข่งกันว่าใครเด่นกว่ากันพอให้อีกฝ่ายต้องพลิกเกมเพื่อต่อสู้ไม่ต้องถึงกับขั้นใส่ร้ายโจมตีกันสาดเสียเทเสีย

  1. ข้าเก่งสุดใน 3 โลก

คุยโม้โอ้อวด ไม่เหมาะกับวัฒนธรรมแบบไทยๆ นะครับ คนไทยชอบคนอ่อนน้อมถ่อมตน ถ้อยทีถ้อยอาศัย รู้ว่าเก่ง แต่ไม่ต้องเบ่งใส่คนอื่นนะครับ  เฟซบุ๊กเป็นเวทีกลางแจ้ง ถ้าอวดรู้ ขี้โม้มาก ก็จะโดนกลับมาไม่ใช่น้อยนะครับ เจียมตัวเข้าไว้เป็นคนธรรมดาที่พร้อมจะแบ่งปันความรู้ น้ำใจ จริงใจจะดีกว่าครับ

  1. ธุระไม่ใช่ สนในเรื่องชาวบ้าน

ไม่ว่าจะเป็นเพจส่วนตัว หรือหน้าแฟนเพจ เมื่อใดก็ตามที่เราแสดงออกถึงการเป็นคนละลาบละล้วง จุ้นจ้านเรื่องชาวบ้าน เพื่อนนี้เป็นอย่างนั้น ญาติคนนี้เป็นอย่างนี้ เป็นประเภทพวก Gossip ดาราแล้วล่ะก็แบรนด์ก็ดับตอนนั้นและครับ อย่ายุ่งเรื่องชาวบ้านเป็นดีที่สุด ให้กำลังใจ คำคม คำแนะนำ กลางๆได้ แต่ไม่ต้องถึงกับตัดพ้อต่อว่า ด่ากราดกันเลย

  1. ส่งข้อความก่อกวน

ผมเจอเยอะ หาคนรับออร์เดอร์ใครต้องการสมัครงาน ออนไลน์ ทำ 2 ชั่วโมงได้เงินเป็นล้าน นอนตีพุงสบายใจทั้งที่ไม่เคยรู้จักอะไรกันมากมาย ยิงข้อความเข้ามาประเภทนี้บอกให้รู้ว่า แบรนด์ไม่เกิดครับ ภาพลักษณ์ไม่มี ส่งข้อความมาก็เป็นการประจานตัวเอง เอาหน้ามาขาย แบรนด์จะเกิดต้องให้คนวิ่งเข้าหา เชื่อถือและศรัทธารักและเชื่อใจ ไม่ใช่การสร้างความรำคาญ

  1. ฝากร้านกันหน่อย

หนึ่งอย่างที่ไม่ควรทำหากจะทำธุรกิจใน เฟซบุ๊กเป็นสิ่งที่สำคัญมากเลยนะ เพราะมันคือจริยธรรมในการทำมาค้าขาย ทั้งในโลกออนไล" target="_blank">

เหลือเชื่อ "แอคซอน" ทำให้หัวดกเหมือนหวีกล้วยได้
เหลือเชื่อ "แอคซอน" ทำให้หัวดกเหมือนหวีกล้วยได้

 

 

 

 

การปลูกมันสำปะหลัง,พันธุ์มันสำปะหลัง,พันธุ์ มัน สำปะหลัง,วิธี การ ปลูก มัน สำปะหลัง,การ ปลูก มัน สำปะหลัง,มันปะหลัง

" target="_blank">
จากคำบอกเล่าของ "เกษตรกร หัวก้าวหน้า" บอกว่า....
จากคำบอกเล่าของ "เกษตรกร หัวก้าวหน้า" บอกว่า....

 

 

 

 

การปลูกมันสำปะหลัง,พันธุ์มันสำปะหลัง,พันธุ์ มัน สำปะหลัง,วิธี การ ปลูก มัน สำปะหลัง,การ ปลูก มัน สำปะหลัง,มันปะหลัง

" target="_blank">
เรามีทางเลือกใหม่ที่จะทำให้ฝันของคุณเป็นจริง
เรามีทางเลือกใหม่ที่จะทำให้ฝันของคุณเป็นจริง

 

 

 

การปลูกมันสำปะหลัง,พันธุ์มันสำปะหลัง,พันธุ์ มัน สำปะหลัง,วิธี การ ปลูก มัน สำปะหลัง,การ ปลูก มัน สำปะหลัง,มันปะหลัง

" target="_blank">
อยากทำธุรกิจหารายได้เสริมแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร?
อยากทำธุรกิจหารายได้เสริมแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร?

 

 

 

 

การปลูกมันสำปะหลัง,พันธุ์มันสำปะหลัง,พันธุ์ มัน สำปะหลัง,วิธี การ ปลูก มัน สำปะหลัง,การ ปลูก มัน สำปะหลัง,มันปะหลัง

" target="_blank">
โอกาสอยู่ในมือคุณแล้ว
โอกาสอยู่ในมือคุณแล้ว

 

 

 

การปลูกมันสำปะหลัง,พันธุ์มันสำปะหลัง,พันธุ์ มัน สำปะหลัง,วิธี การ ปลูก มัน สำปะหลัง,การ ปลูก มัน สำปะหลัง,มันปะหลัง

" target="_blank">
ความจำเป็นที่ต้องแช่ท่อนพันธุ์ด้วยซาร์คอน
ความจำเป็นที่ต้องแช่ท่อนพันธุ์ด้วยซาร์คอน

 

 

 

 

การปลูกมันสำปะหลัง,พันธุ์มันสำปะหลัง,พันธุ์ มัน สำปะหลัง,วิธี การ ปลูก มัน สำปะหลัง,การ ปลูก มัน สำปะหลัง,มันปะหลัง

" target="_blank">
8 ขั้นตอนง่ายๆ กับการทำธุรกิจเกษตรแนวใหม่
8 ขั้นตอนง่ายๆ กับการทำธุรกิจเกษตรแนวใหม่

 

 

 

 

การปลูกมันสำปะหลัง,พันธุ์มันสำปะหลัง,พันธุ์ มัน สำปะหลัง,วิธี การ ปลูก มัน สำปะหลัง,การ ปลูก มัน สำปะหลัง,มันปะหลัง

" target="_blank">
แอคซอนสินค้าต้องห้ามพลาด!!!
แอคซอนสินค้าต้องห้ามพลาด!!!

 

 

 

 

การปลูกมันสำปะหลัง,พันธุ์มันสำปะหลัง,พันธุ์ มัน สำปะหลัง,วิธี การ ปลูก มัน สำปะหลัง,การ ปลูก มัน สำปะหลัง,มันปะหลัง

" target="_blank">
เบื่องานประจำทำอย่างไรดี?
เบื่องานประจำทำอย่างไรดี?

" target="_blank">
ออร์กาเนลไลฟ์ : พลิกชีวิตด้วยธุรกิจเกษตร..แนวใหม่
ออร์กาเนลไลฟ์ : พลิกชีวิตด้วยธุรกิจเกษตร..แนวใหม่

" target="_blank">
จะเสียโอกาสไหมถ้าใช้สินค้าได้ผลดีมีผลผลิตเพิ่ม แต่ทำไม "ไม่รวยซักที"
จะเสียโอกาสไหมถ้าใช้สินค้าได้ผลดีมีผลผลิตเพิ่ม แต่ทำไม "ไม่รวยซักที"

" target="_blank">
เครือข่าย "บอกต่อ" โอ.อาร์.จี คืออะไร
เครือข่าย "บอกต่อ" โอ.อาร์.จี คืออะไร

" target="_blank">
เราเป็นธุรกิจขายตรง "ตรงไป ตรงมา" เราเป็นธุรกิจบอกต่อ "พืชบอกต่อพืช"
เราเป็นธุรกิจขายตรง "ตรงไป ตรงมา" เราเป็นธุรกิจบอกต่อ "พืชบอกต่อพืช"

" target="_blank">
ธุรกิจเกษตรแนวใหม่:"เกษตรกร สอนเพื่อน" เกษตรกร
จะดีกว่าไหม? 
ถ้าหากวันนี้มี"ทางเลือกใหม่"ให้เลือกเพิ่มเติมกับ
"ธุรกิจเครือข่าย เกษตรแนวใหม่" ที่ให้เราทำการเกษตรอย่างเดิม แต่ยังมีรายได้เพิ่มเติมนอกเหนือจากการขายผลผลิตทางการเกษตรแต่เพียงอย่างเดียว แถมผลผลิตที่ทำขายยังมีรายได้ดีเพราะมีผลผลิตคุณภาพที่สูง ทำให้ขายได้ราคาสูงกว่าคนอื่นอีกด้วย
เป็นธุรกิจเครือข่าย เกษตรแนวใหม่ ที่ชาวไร่ ชาวนา คนธรรมดา คนรากหญ้า คนมีหน้ามีตา คนมีอาชีพประจำ มีงานทำมีเงินเดือน ก็ทำได้ 
ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ไม่มีหมกเม็ด ชัดเจน เปิดเผย
เป็นธุรกิจ..ที่สอนให้ "เกษตรกร สอนเพื่อน 
"เพื่อน สอนเพื่อน" 
"เพื่อน ช่วยเหลือเพื่อน""
เป็นธุรกิจ..ที่เปิดโอกาสให้ "เกษตรกร สอนเกษตรกร" ด้วยกัน อย่างมั่นใจ
เป็นธุรกิจแนวใหม่..ที่อาศัย"สินค้า"นำหน้า ตามมาด้วย"ความจริงใจ" และใช้"องค์ความรู้" ที่ใช่ ในการแก้ไขปัญหาให้เกษตรกร อย่างแท้จริง
ที่นี่..มี"สินค้า"ที่ยิ่งใหญ่จริงๆ..
และที่นี่..สอนให้ขาย"ความรู้" คู่กับ"สินค้า" ไม่สอนให้"ขายฝัน"
มา "พลิกชีวิตด้วย.."ธุรกิจเกษตรแนวใหม่..กับออร์กาเนลไลฟ์" กันนะครับ

ง่ายๆ เพียง

  1. สมัคร
  2. ใช้สินค้า ใช้ดีเห็นผลจริง
  3. เข้าอบรมและเรียนรู้ ผลิตภัณฑ์ และแนวทางธุรกิจ
  4. ใช้ดี บอกต่อ,แนะนำเพื่อน

 

 

การปลูกมันสำปะหลัง,พันธุ์มันสำปะหลัง,พันธุ์ มัน สำปะหลัง,วิธี การ ปลูก มัน สำปะหลัง,การ ปลูก มัน สำปะหลัง,มันปะหลัง

" target="_blank">
ซาร์คอน สำคัญอย่างไรในการแช่ท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง
ผลิตภัณฑ์ ซาร์คอน ( Sarcon ) สำคัญอย่างไร ในกระบวนการ แช่ท่อนพันธ์ มันสำปะหลัง

  1. กระตุ้นการแตกเซลล์ราก ( Cell Revitalize of Root )
  2. กระตุ้นการสร้างระบบ "รากสะสมอาหาร" ( Tuberous root ) ให้สมบูรณ์และมากพอ
  3. เป็นวัคซีนพืช ป้องกันเพลี้ยแป้ง
  4. เป็นวัคซีนพืช ป้องกัน หัวมันสำปะหลัง เน่า , รากมันสำปะหลัง เน่า ที่เกิดจาก ไฟทอปธอร่า Phytopthora sp.

 

การปลูกมันสำปะหลัง,พันธุ์มันสำปะหลัง,พันธุ์ มัน สำปะหลัง,วิธี การ ปลูก มัน สำปะหลัง,การ ปลูก มัน สำปะหลัง,มันปะหลัง

" target="_blank">
มันสำปะหลังลงหัวไม่สมบูรณ์
กระบวนการลงหัว ( Tuberization ) ถ้าลงหัวไม่สมบูรณ์ จะทำให้ จำนวนหัวมันสำปะหลัง, รูปทรงหัวมันสำปะหลัง, ขนาดหัวมันสำปะหลัง มีลักษณะผิดปกติ


การทำให้ มันสำปะหลัง ลงหัว ได้ปกติ นั้น ผลิตภัณฑ์ ซาร์คอน และผลิต แอคซอน สามารถช่วยได้  อยู่ในขั้นตอนของ 3 กระบวนการ ในการผลิตมันสำปะหลังให้ได้ผลผลิตสูง ดังนี้ครับ

 

1 พื้นฐาน 3 กระบวนการ ในการผลิตมันสำปะหลังของชมรม"นวัตกรรมมันสำปะหลังไทย"
"รากคือหัว หัวคือราก"
1 ใน 3 กระบวนการสำคัญของการปลูกมันสำปะหลัง นั่นคือ..
กระบวนการ"TUBERIZATION"(กระบวนการลงหัว) 
"รากทุกราก ต้องเป็นหัว" อย่า..มัวหลงทาง "ถึงเวลาต้องลงหัว ก็ต้องลงหัว" 
อย่า..!! มัวบ้าต้น บ้าใบ จนไม่มีหัว เราต้องการหัว ไม่ใช่ปลูกเพื่อต้องการราก
(หมายเหตุ: หัวใจหลักในการปลูกมันสำปะหลังเราจึงเน้น"1 พื้นฐาน 3 กระบวนการ ")

"1 พื้นฐาน" คือ ดิน 
ดินที่มีชีวิต(ไม่ใช่ดินตาย) ดินที่มีอินทรียวัตถุมากเพียงพอ ดินที่มีโครงสร้างที่ดี โปร่งร่วนซุย ดินที่มีจุลินทรีย์ปลดปล่อยธาตุอาหาร ดินที่มีค่าความเป็นกรด-ด่าง ที่เหมาะสม ฯลฯ

"3 กระบวนการ"ที่สำคัญ คือ 
(1) Root Cell Revitalization"สั่งราก" "รากคือหัว หัวคือราก"
(2) Tuberization "สั่งลงหัว" "หัวดก หัวมาก" รากทุกราก ต้องเป็นหัว 
(3) Starch Biosynthesis "สั่งลงแป้งและโปรตีน" "หัวใหญ่ หัวหนัก น้ำหนักดี มีเปอร์เซนต์แป้งสูง

 

มันสำปะหลัง , การปลูกมันสําปะหลังให้ได้ผลดี , หลักการ ปลูก มัน สํา ปะ หลัง , มัน สํา ปะ หลัง 6 เดือน , มัน สํา ปะ หลัง 4 เดือน , หัวใหญ่ , หัวหนัก ,  น้ำหนักดี ,  มีเปอร์เซนต์แป้งสูง ,สั่งลงหัว , รากทุกราก ต้องเป็นหัว ,ไม่หลงงามต้น ไม่หลงงามใบ 

 
" target="_blank">
รากเน่า หัวเน่าในมันสำปะหลัง
โรครากเน่า หัวเน่า ในมันสำปะหลัง เกิดจากเชื้อ ไฟทอปธอร่า ที่ติดมากับท่อนพันธ์มันสำปะหลัง มันฝังตัวอยู่ในท่อลำเลียงน้ำ ( Xylem ) และท่อลำเลียงอาหาร ( Phloem ) ของต้นมันสำปะหลัง ทำให้หัวมันสำปะหลังเน่า ตอนย่างเข้าประมาณเดือนที่ 4 หรือเดือนที่ 5 เป็นปัญหาที่พบได้เสมอ


ถ้าไม่อยากเจอ ต้องป้องกัน โดยการแช่ท่อนพันธ์มันสำปะหลัง ด้วยผลิตภัณฑ์ อีเรเซอร์ วัน ( Eraser-1 ) มีความสำคัญ อย่างไร

  1. ฆ่าเชื้อที่ติดมากับท่อนพันธ์มันสำปะหลังแบบเฉียบพลัน
  2. สร้างระบบรากสะสมอาหาร ( Tuberous root ) อย่างสมบูรณ์
  3. สร้างผนังเซลล์ให้แข็งแรง ป้องกันเชื้อโรคและแมลงเข้าทำลาย เป็นทั้งวัคซีนป้องกันโรคพืช และวัคซีนป้องกันเพลี้ย

วิธีใช้ : อัตราผสม อีเรเซอร์ วัน ( Eraser-1 ) 1 ซีซี ต่อ น้ำ 1 ลิตร ( 20 ซีซี ต่อ น้ำ 20 ลิตร ) ** ควรใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์ ซาร์คอน ( Sarcon )

 

การปลูกมันสำปะหลังให้ได้ผลผลิตสูงนั้น มี ปัจจัยพื้นฐาน และ กระบวนการดังนี้

1 พื้นฐาน 3 กระบวนการ ในการผลิตมันสำปะหลังของชมรม"นวัตกรรมมันสำปะหลังไทย"
"รากคือหัว หัวคือราก"
1 ใน 3 กระบวนการสำคัญของการปลูกมันสำปะหลัง นั่นคือ..
กระบวนการ"TUBERIZATION"(กระบวนการลงหัว) 
"รากทุกราก ต้องเป็นหัว" อย่า..มัวหลงทาง "ถึงเวลาต้องลงหัว ก็ต้องลงหัว" 
อย่า..!! มัวบ้าต้น บ้าใบ จนไม่มีหัว เราต้องการหัว ไม่ใช่ปลูกเพื่อต้องการราก
(หมายเหตุ: หัวใจหลักในการปลูกมันสำปะหลังเราจึงเน้น"1 พื้นฐาน 3 กระบวนการ ")

"1 พื้นฐาน" คือ ดิน 
ดินที่มีชีวิต(ไม่ใช่ดินตาย) ดินที่มีอินทรียวัตถุมากเพียงพอ ดินที่มีโครงสร้างที่ดี โปร่งร่วนซุย ดินที่มีจุลินทรีย์ปลดปล่อยธาตุอาหาร ดินที่มีค่าความเป็นกรด-ด่าง ที่เหมาะสม ฯลฯ

"3 กระบวนการ"ที่สำคัญ คือ 
(1) Root Cell Revitalization"สั่งราก" "รากคือหัว หัวคือราก"
(2) Tuberization "สั่งลงหัว" "หัวดก หัวมาก" รากทุกราก ต้องเป็นหัว 
(3) Starch Biosynthesis "สั่งลงแป้งและโปรตีน" "หัวใหญ่ หัวหนัก น้ำหนักดี มีเปอร์เซนต์แป้งสูง

 

มันสำปะหลัง , การปลูกมันสําปะหลังให้ได้ผลดี , หลักการ ปลูก มัน สํา ปะ หลัง , มัน สํา ปะ หลัง 6 เดือน , มัน สํา ปะ หลัง 4 เดือน , หัวใหญ่ , หัวหนัก ,  น้ำหนักดี ,  มีเปอร์เซนต์แป้งสูง ,สั่งลงหัว , รากทุกราก ต้องเป็นหัว ,ไม่หลงงามต้น ไม่หลงงามใบ 

 
" target="_blank">
ปลูกปาล์ม ปาล์มลูกดก ด้วย ผงแร่ บี.เอ็ม.ซี-มิกซ์
ปลูกปาล์ม ต้องการให้ ปาล์มลูกดก ต้องใช้ ผงแร่ บี.เอ็ม.ซี-มิกซ์ ที่อุดมไปด้วยธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริม และธาตุเสริมประโยชน์ที่จำเป็นต่อปาล์มชนิดเข้มข้น เพราะดินในเมืองไทยยังขาดแคลนธาตุต่างๆ เหล่านี้

" target="_blank">
เมื่อคิดจะปลูกมันสำปะหลัง 10-20 ตัน/ไร่ ไม่ยากอย่างที่คิด
กระบวนการ "TUBERIZATION" กับกลไก “การลงหัว"
เป็นกระบวนการที่เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับเซลล์เนื้อเยื่อเจริญ (Meristem cell) ที่อยู่บริเวณปลายรากของมันสำปะหลัง เมื่อมันได้รับสารบางตัวใน "แอคซอน" (AXZON) ซึ่งเป็นเสมือนฮอร์โมนที่จำเป็นที่ทำให้เซลล์ดังกล่าวก็จะขยายตัว (Cell Enlargement) เพื่อรองรับการสะสมแป้งและโปรตีน อีกทั้งเซลล์ก็ยังจะแบ่งตัว (Cell Division) ในแนวขวาง (Lateral Growth) และหยุดการแบ่งตัวในแนวยาว (Elongation Growth)เพื่อให้เกิดการขยายเซลล์รากให้บวมขึ้นเป็นหัว (Tuber) และเปลี่ยนหน้าที่เซลล์ (Cell Differentiate) เพื่อทำให้ Stolon หรือ Root เปลี่ยนมาทำหน้าที่สะสมอาหารแทน

การลงหัว (Tuberization) จะดีขึ้นและหัวมีขนาดใหญ่ขึ้น ยังขึ้นอยู่กับระดับน้ำตาลในต้นมันสำปะหลังด้วย ดังนั้นการสังเคราะห์แสง(Photosynthesis) ที่ดีและสมบูรณ์จะช่วยให้การลงหัวดีและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ดังนั้นการที่เราอาจจะเลียนแบบธรรมชาติโดยการไม่ต้องพึ่งพาการสังเคราะห์แสงแต่เพียงอย่างเดียว แต่มีการเลียนแบบธรรมชาติโดยการให้น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวตัวเดียวกันกับที่พืชสังเคราะห์แสงได้ ป้อนให้กับมันสำปะหลังด้วยก็จะช่วยให้มีการลงหัวที่ดีขึ้นและสุดยอดขึ้น ดังนั้นการใช้ "ซูการ์-ไฮเวย์"(ZUKAR-Highway) ร่วม ด้วยจึงมีความจำเป็น นี่คือ..คำตอบ ในการพัฒนาผลผลิตมันสำปะหลังในยุคใหม่แห่งโลกอนาคตทางการเกษตร

ช่วงอายุประมาณ 60-90 วันจะเป็นช่วงอายุ(Growth Stage) ของมันสำปะหลังที่จะเปลี่ยนการเจริญเติบโตมาเป็นการ"ลงหัว"เพื่อสะสมอาหารที่หัว มันจะมีการสังเคราะห์ฮอร์โมนตัวหนึ่งขึ้นมาควบคุมกระบวนการลงหัว(TUBERIZATION) ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้มันสำปะหลังสังเคราะห์ขึ้นได้เองตามธรรมชาติซึ่งต้องอาศัยความสัมพันธ์ของปริมาณแสงและอุณหภูมิที่เหมาะสม แต่ถ้าความสัมพันธ์ของแสงและอุณหภูมิ ไม่สัมพันธ์กัน มากไปหรือน้อยไป มันก็ไม่เพียงพอต่อการสร้างฮอร์โมนตัวนี้ การลงหัวก็จะสะดุดและลงหัวได้ไม่ค่อยดี หรือไม่มีการลงหัว มัวแต่หลงทาง และงามแต่ต้นงามแต่ใบ ไม่มีหัวหรือมีหัวจำนวนน้อย ถ้าฮอร์โมนตัวนี้เพียงพอการลงหัวก็จะดี ทุกอย่างเป็นกระบวนการทางชีวเคมี(Biochemistry) ซึ่งเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ที่พิสูจน์ได้ ถึงกลไกต่างๆ ถ้าเราเลียนแบบธรรมชาติโดยการสร้างสารบางอย่างหรือฮอร์โมนบางอย่างที่มันพร่องหรือมันขาดแคลนและนำสารหรือฮอร์โมนนั้นๆมาทดแทนในส่วนที่ขาดแคลนนี้ให้แก่พืชได้ พืชย่อมดีใจและสามารถทำหน้าที่ในกระบวนการต่างๆต่อไปได้อย่างสมบูรณ์

ต่อไป..เมื่อปลูกมันสำปะหลัง คราใด ให้มั่นใจในกระบวนการ "Tuberization" ด้วย "แอคซอน" และ "ซูการ์-ไฮเวย์" "หัวดก หัวใหญ่ น้ำหนักดี มีเปอร์เซนต์แป้งสูง

 

1 พื้นฐาน 3 กระบวนการ ในการผลิตมันสำปะหลังของชมรม"นวัตกรรมมันสำปะหลังไทย"
"รากคือหัว หัวคือราก"
1 ใน 3 กระบวนการสำคัญของการปลูกมันสำปะหลัง นั่นคือ..
กระบวนการ"TUBERIZATION"(กระบวนการลงหัว) 
"รากทุกราก ต้องเป็นหัว" อย่า..มัวหลงทาง "ถึงเวลาต้องลงหัว ก็ต้องลงหัว" 
อย่า..!! มัวบ้าต้น บ้าใบ จนไม่มีหัว เราต้องการหัว ไม่ใช่ปลูกเพื่อต้องการราก
(หมายเหตุ: หัวใจหลักในการปลูกมันสำปะหลังเราจึงเน้น"1 พื้นฐาน 3 กระบวนการ ")

"1 พื้นฐาน" คือ ดิน 
ดินที่มีชีวิต(ไม่ใช่ดินตาย) ดินที่มีอินทรียวัตถุมากเพียงพอ ดินที่มีโครงสร้างที่ดี โปร่งร่วนซุย ดินที่มีจุลินทรีย์ปลดปล่อยธาตุอาหาร ดินที่มีค่าความเป็นกรด-ด่าง ที่เหมาะสม ฯลฯ

"3 กระบวนการ"ที่สำคัญ คือ 
(1) Root Cell Revitalization"สั่งราก" "รากคือหัว หัวคือราก"
(2) Tuberization "สั่งลงหัว" "หัวดก หัวมาก" รากทุกราก ต้องเป็นหัว 
(3) Starch Biosynthesis "สั่งลงแป้งและโปรตีน" "หัวใหญ่ หัวหนัก น้ำหนักดี มีเปอร์เซนต์แป้งสูง

 

มันสำปะหลัง , การปลูกมันสําปะหลังให้ได้ผลดี , หลักการ ปลูก มัน สํา ปะ หลัง , มัน สํา ปะ หลัง 6 เดือน , มัน สํา ปะ หลัง 4 เดือน , หัวใหญ่ , หัวหนัก ,  น้ำหนักดี ,  มีเปอร์เซนต์แป้งสูง ,สั่งลงหัว , รากทุกราก ต้องเป็นหัว ,ไม่หลงงามต้น ไม่หลงงามใบ 

 
" target="_blank">
"เผือกหอม" ตลาดหอมจริงๆ
ขายอย่างเหนือชั้น "ชอบ ชัด เชื่อ ใช่"
กว่าจะรู้ว่า"แอคซอน"สั่งลงหัวได้ ก็เกือบสายไปแล้ว
1 พื้นฐาน 3 กระบวนการ ในการผลิตมันสำปะหลังของชมรม"นวัตกรรมมันสำปะหลังไทย"
"รากคือหัว หัวคือราก"
1 ใน 3 กระบวนการสำคัญของการปลูกมันสำปะหลัง นั่นคือ..
กระบวนการ"TUBERIZATION"(กระบวนการลงหัว) 
"รากทุกราก ต้องเป็นหัว" อย่า..มัวหลงทาง "ถึงเวลาต้องลงหัว ก็ต้องลงหัว" 
อย่า..!! มัวบ้าต้น บ้าใบ จนไม่มีหัว เราต้องการหัว ไม่ใช่ปลูกเพื่อต้องการราก
(หมายเหตุ: หัวใจหลักในการปลูกมันสำปะหลังเราจึงเน้น"1 พื้นฐาน 3 กระบวนการ ")

"1 พื้นฐาน" คือ ดิน 
ดินที่มีชีวิต(ไม่ใช่ดินตาย) ดินที่มีอินทรียวัตถุมากเพียงพอ ดินที่มีโครงสร้างที่ดี โปร่งร่วนซุย ดินที่มีจุลินทรีย์ปลดปล่อยธาตุอาหาร ดินที่มีค่าความเป็นกรด-ด่าง ที่เหมาะสม ฯลฯ

"3 กระบวนการ"ที่สำคัญ คือ 
(1) Root Cell Revitalization"สั่งราก" "รากคือหัว หัวคือราก"
(2) Tuberization "สั่งลงหัว" "หัวดก หัวมาก" รากทุกราก ต้องเป็นหัว 
(3) Starch Biosynthesis "สั่งลงแป้งและโปรตีน" "หัวใหญ่ หัวหนัก น้ำหนักดี มีเปอร์เซนต์แป้งสูง

 

มันสำปะหลัง , การปลูกมันสําปะหลังให้ได้ผลดี , หลักการ ปลูก มัน สํา ปะ หลัง , มัน สํา ปะ หลัง 6 เดือน , มัน สํา ปะ หลัง 4 เดือน , หัวใหญ่ , หัวหนัก ,  น้ำหนักดี ,  มีเปอร์เซนต์แป้งสูง ,สั่งลงหัว , รากทุกราก ต้องเป็นหัว ,ไม่หลงงามต้น ไม่หลงงามใบ 

" target="_blank">
ราคา..ใครกำหนด ผลผลิต..คุณกำหนดได้เอง
"ปาล์มลูกดก"ต้องนี่เลย ผงแร่ธาตุ "บี.เอ็ม.ซี-มิกซ์"
"แอคซอน"มาแล้วค่ะ เราเอาคำสั่ง"ลงหัว"มาส่งให้ หัวดก หัวใหญ่ ผลผลิตต่อไร่สูง
1 พื้นฐาน 3 กระบวนการ ในการผลิตมันสำปะหลังของชมรม"นวัตกรรมมันสำปะหลังไทย"
"รากคือหัว หัวคือราก"
1 ใน 3 กระบวนการสำคัญของการปลูกมันสำปะหลัง นั่นคือ..
กระบวนการ"TUBERIZATION"(กระบวนการลงหัว) 
"รากทุกราก ต้องเป็นหัว" อย่า..มัวหลงทาง "ถึงเวลาต้องลงหัว ก็ต้องลงหัว" 
อย่า..!! มัวบ้าต้น บ้าใบ จนไม่มีหัว เราต้องการหัว ไม่ใช่ปลูกเพื่อต้องการราก
(หมายเหตุ: หัวใจหลักในการปลูกมันสำปะหลังเราจึงเน้น"1 พื้นฐาน 3 กระบวนการ ")

"1 พื้นฐาน" คือ ดิน 
ดินที่มีชีวิต(ไม่ใช่ดินตาย) ดินที่มีอินทรียวัตถุมากเพียงพอ ดินที่มีโครงสร้างที่ดี โปร่งร่วนซุย ดินที่มีจุลินทรีย์ปลดปล่อยธาตุอาหาร ดินที่มีค่าความเป็นกรด-ด่าง ที่เหมาะสม ฯลฯ

"3 กระบวนการ"ที่สำคัญ คือ 
(1) Root Cell Revitalization"สั่งราก" "รากคือหัว หัวคือราก"
(2) Tuberization "สั่งลงหัว" "หัวดก หัวมาก" รากทุกราก ต้องเป็นหัว 
(3) Starch Biosynthesis "สั่งลงแป้งและโปรตีน" "หัวใหญ่ หัวหนัก น้ำหนักดี มีเปอร์เซนต์แป้งสูง

 

มันสำปะหลัง , การปลูกมันสําปะหลังให้ได้ผลดี , หลักการ ปลูก มัน สํา ปะ หลัง , มัน สํา ปะ หลัง 6 เดือน , มัน สํา ปะ หลัง 4 เดือน , หัวใหญ่ , หัวหนัก ,  น้ำหนักดี ,  มีเปอร์เซนต์แป้งสูง ,สั่งลงหัว , รากทุกราก ต้องเป็นหัว ,ไม่หลงงามต้น ไม่หลงงามใบ 

" target="_blank">
วันนี้คุณซื้อ"แอคซอน"ไปสั่ง"ลงหัว"หรือยัง
1 พื้นฐาน 3 กระบวนการ ในการผลิตมันสำปะหลังของชมรม"นวัตกรรมมันสำปะหลังไทย"
"รากคือหัว หัวคือราก"
1 ใน 3 กระบวนการสำคัญของการปลูกมันสำปะหลัง นั่นคือ..
กระบวนการ"TUBERIZATION"(กระบวนการลงหัว) 
"รากทุกราก ต้องเป็นหัว" อย่า..มัวหลงทาง "ถึงเวลาต้องลงหัว ก็ต้องลงหัว" 
อย่า..!! มัวบ้าต้น บ้าใบ จนไม่มีหัว เราต้องการหัว ไม่ใช่ปลูกเพื่อต้องการราก
(หมายเหตุ: หัวใจหลักในการปลูกมันสำปะหลังเราจึงเน้น"1 พื้นฐาน 3 กระบวนการ ")

"1 พื้นฐาน" คือ ดิน 
ดินที่มีชีวิต(ไม่ใช่ดินตาย) ดินที่มีอินทรียวัตถุมากเพียงพอ ดินที่มีโครงสร้างที่ดี โปร่งร่วนซุย ดินที่มีจุลินทรีย์ปลดปล่อยธาตุอาหาร ดินที่มีค่าความเป็นกรด-ด่าง ที่เหมาะสม ฯลฯ

"3 กระบวนการ"ที่สำคัญ คือ 
(1) Root Cell Revitalization"สั่งราก" "รากคือหัว หัวคือราก"
(2) Tuberization "สั่งลงหัว" "หัวดก หัวมาก" รากทุกราก ต้องเป็นหัว 
(3) Starch Biosynthesis "สั่งลงแป้งและโปรตีน" "หัวใหญ่ หัวหนัก น้ำหนักดี มีเปอร์เซนต์แป้งสูง

 

มันสำปะหลัง , การปลูกมันสําปะหลังให้ได้ผลดี , หลักการ ปลูก มัน สํา ปะ หลัง , มัน สํา ปะ หลัง 6 เดือน , มัน สํา ปะ หลัง 4 เดือน , หัวใหญ่ , หัวหนัก ,  น้ำหนักดี ,  มีเปอร์เซนต์แป้งสูง ,สั่งลงหัว , รากทุกราก ต้องเป็นหัว ,ไม่หลงงามต้น ไม่หลงงามใบ 

" target="_blank">
"ความอดอยาก หิวโหย ซ่อนเร้น"เป็นอาการที่พืชอยากบอกแต่บอกไม่ได้
Tuberization กระบวนการสำคัญ"สั่งมันลงหัว
หัวใหญ่ หัวหนัก น้ำหนักดี มีเปอร์เซนต์แป้งสูง ด้วย กระบวนการ"TUBERIZATION"(กระบวนการลงหัว) "สั่งลงหัว" "หัวดก หัวมาก" รากทุกราก ต้องเป็นหัว 

รากทุกราก ต้องเป็นหัว" อย่า..มัวหลงทาง "ถึงเวลาต้องลงหัว ก็ต้องลงหัว" 

อย่า..!! มัวบ้าต้น บ้าใบ จนไม่มีหัว เราต้องการหัว ไม่ใช่ปลูกเพื่อต้องการราก

 

มันสำปะหลัง , การปลูกมันสําปะหลังให้ได้ผลดี , หลักการ ปลูก มัน สํา ปะ หลัง , มัน สํา ปะ หลัง 6 เดือน , มัน สํา ปะ หลัง 4 เดือน , หัวใหญ่ , หัวหนัก ,  น้ำหนักดี ,  มีเปอร์เซนต์แป้งสูง ,สั่งลงหัว , รากทุกราก ต้องเป็นหัว ,ไม่หลงงามต้น ไม่หลงงามใบ 

" target="_blank">
เมื่อคิดจะปลูกมันสำปะหลัง 10-20 ตัน/ไร่ ไม่ยากอย่างที่คิด
1 พื้นฐาน 3 กระบวนการ ในการผลิตมันสำปะหลัง "รากคือหัว หัวคือราก"

"1 พื้นฐาน" คือ ดิน 
ดินที่มีชีวิต(ไม่ใช่ดินตาย) ดินที่มีอินทรียวัตถุมากเพียงพอ ดินที่มีโครงสร้างที่ดี โปร่งร่วนซุย ดินที่มีจุลินทรีย์ปลดปล่อยธาตุอาหาร ดินที่มีค่าความเป็นกรด-ด่าง ที่เหมาะสม ฯลฯ


"3 กระบวนการ"ที่สำคัญ คือ 
(1) Root Cell Revitalization"สั่งราก" "รากคือหัว หัวคือราก"
(2) Tuberization "สั่งลงหัว" "หัวดก หัวมาก" รากทุกราก ต้องเป็นหัว 
(3) Starch Biosynthesis "สั่งลงแป้งและโปรตีน" "หัวใหญ่ หัวหนัก น้ำหนักดี มีเปอร์เซนต์แป้งสูง


หัวใจรองลงมาคือ 
(1) พันธุ์ พันธุ์เปรียบเสมือน"คน"จะเป็นคนฝรั่ง คนจีน คนญี่ปุ่น คนไทยหรือคนลาว ก็สามารถสืบพันธุ์และให้ลูกหลานเหลนได้หมด จะตัวโตใหญ่ หรือเตี้ยแคระ จะฉลาดหรือโง่ จะสมองดีหรือขี้เลื่อย หลักๆก็อยู่ที่การเลี้ยงดู พันธุ์มีความสำคัญแต่ไม่ใช่เป็นตัวตัดสินผลผลิตที่ดีเพียงประการเดียว  บางทีไปดูถึงที่เห็นแปลงสาธิตแล้วตัดสินใจแพงเท่าไรก็ซื้อมา แต่ทำไม?ไม่เห็นเหมือนกับตาที่ได้ไปดูมา เขาได้ 20 ตัน ทำไมเราได้ 7-8 ตัน มันคืออะไร
(2) ปุ๋ย ปุ๋ยก็คือปุ๋ย เป็นอาหารของพืช ไม่มีสารระเบิดดิน ไม่มีสารระเบิดหัว เพื่อให้หัวดก หัวมากได้ ไม่ว่าจะราคาไหน ถูกหรือแพงก็ตามที ที่มีวางขาย
(3) ระบบน้ำ มีส่วนช่วยให้มันสำปะหลังมีผลผลิตเพิ่มขึ้นกว่าเก่าได้ จากที่เคยได้ผลผลิต 3-4 ตันต่อไร่ อาจจะกลายเป็น 6-7 ตันต่อไร่ แต่คงไม่ใช่กลายเป็น 20-30 ตันต่อไร่อย่างแน่นอน เพราะมันต้องมีกระบวนการทำงานของพืชเป็นหลัก

"3 กระบวนการ"ที่สำคัญ 

กระบวนการแรก กระบวนการ “สั่งราก” (Root Cell Revitalization) ด้วยการแช่ท่อนพันธ์ด้วย ซาร์คอน (Sarcon) และฉีดพ่น ไบโอเจ็ท (Bio jet) ถ้าเราสามารถสั่งรากได้ เราก็มีชัยไปกว่าครึ่ง รากที่ดีคือ “รากสะสมอาหาร” (Storage Root) หรือที่เราเรียกว่า “Tuberous Root” ซึ่งจะต่างจาก “รากหาอาหาร” (Fabous Root) ถ้าเราสั่งรากได้ 200-300 ราก และเป็นสัดส่วน “รากสะสมอาหาร” เป็นส่วนใหญ่ อะไรจะเกิดขึ้น “เราก็ชนะไปครึ่งทางแล้ว”

กระบวนการที่สอง กระบวนการ “สั่งลงหัว” (Tuberization) “เปลี่ยนรากให้เป็นหัว อย่ามัวหลงทาง” ด้วยการฉีดพ่น แอคซอน (Axzon) เมื่อส่งไม้มาก็ต้องรับให้แม่น เมื่อรากดี ทำอย่างไรถึงจะเปลี่ยนให้เป็นหัวให้ได้มากที่สุด มีรากสะสมอาหาร 30 ราก เปลี่ยนเป็นหัวได้ 30 หัว เปลี่ยนได้แม้กระทั้งกิ่งและแขนงของรากสะสมอาหาร

กระบวนการที่สาม กระบวนการ “สั่งลงแป้ง” (Starch Biosynthesis) ด้วยการฉีดพ่น พาร์ทเวย์ พาวเวอร์ไฟว์ (Pathway Power Five) เพิ่มปริมาณแป้งและโปรตีนให้สูงขึ้น มีน้ำหนักมากขึ้น หัวโตเร็ว หัวใหญ่ ได้เปอร์เซ็นต์แป้งสูง นี้คือ เป้าหมายสุดท้ายแห่งความสำเร็จ

กระบวนการ "TUBERIZATION" กับกลไก “การลงหัว"
เป็นกระบวนการที่เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับเซลล์เนื้อเยื่อเจริญ (Meristem cell) ที่อยู่บริเวณปลายรากของมันสำปะหลัง เมื่อมันได้รับสารบางตัวใน"แอคซอน" (AXZON) ซึ่งเป็นเสมือนฮอร์โมนที่จำเป็นที่ทำให้เซลล์ดังกล่าวก็จะขยายตัว (Cell Enlargement) เพื่อรองรับการสะสมแป้งและโปรตีน อีกทั้งเซลล์ก็ยังจะแบ่งตัว (Cell Division) ในแนวขวาง (Lateral Growth) และหยุดการแบ่งตัวในแนวยาว (Elongation Growth)เพื่อให้เกิดการขยายเซลล์รากให้บวมขึ้นเป็นหัว (Tuber) และเปลี่ยนหน้าที่เซลล์ (Cell Differentiate) เพื่อทำให้ Stolon หรือ Root เปลี่ยนมาทำหน้าที่สะสมอาหารแทน

การลงหัว (Tuberization) จะดีขึ้นและหัวมีขนาดใหญ่ขึ้น ยังขึ้นอยู่กับระดับน้ำตาลในต้นมันสำปะหลังด้วย ดังนั้นการสังเคราะห์แสง(Photosynthesis) ที่ดีและสมบูรณ์จะช่วยให้การลงหัวดีและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ดังนั้นการที่เราอาจจะเลียนแบบธรรมชาติโดยการไม่ต้องพึ่งพาการสังเคราะห์แสงแต่เพียงอย่างเดียว แต่มีการเลียนแบบธรรมชาติโดยการให้น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวตัวเดียวกันกับที่พืชสังเคราะห์แสงได้ ป้อนให้กับมันสำปะหลังด้วยก็จะช่วยให้มีการลงหัวที่ดีขึ้นและสุดยอดขึ้น ดังนั้นการใช้ "ซูการ์-ไฮเวย์"(ZUKAR-Highway) ร่วม ด้วยจึงมีความจำเป็น นี่คือ..คำตอบ ในการพัฒนาผลผลิตมันสำปะหลังในยุคใหม่แห่งโลกอนาคตทางการเกษตร

ช่วงอายุประมาณ 60-90 วันจะเป็นช่วงอายุ(Growth Stage) ของมันสำปะหลังที่จะเปลี่ยนการเจริญเติบโตมาเป็นการ"ลงหัว"เพื่อสะสมอาหารที่หัว มันจะมีการสังเคราะห์ฮอร์โมนตัวหนึ่งขึ้นมาควบคุมกระบวนการลงหัว(TUBERIZATION) ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้มันสำปะหลังสังเคราะห์ขึ้นได้เองตามธรรมชาติซึ่งต้องอาศัยความสัมพันธ์ของปริมาณแสงและอุณหภูมิที่เหมาะสม แต่ถ้าความสัมพันธ์ของแสงและอุณหภูมิ ไม่สัมพันธ์กัน มากไปหรือน้อยไป มันก็ไม่เพียงพอต่อการสร้างฮอร์โมนตัวนี้ การลงหัวก็จะสะดุดและลงหัวได้ไม่ค่อยดี หรือไม่มีการลงหัว มัวแต่หลงทาง และงามแต่ต้นงามแต่ใบ ไม่มีหัวหรือมีหัวจำนวนน้อย ถ้าฮอร์โมนตัวนี้เพียงพอการลงหัวก็จะดี ทุกอย่างเป็นกระบวนการทางชีวเคมี(Biochemistry) ซึ่งเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ที่พิสูจน์ได้ ถึงกลไกต่างๆ ถ้าเราเลียนแบบธรรมชาติโดยการสร้างสารบางอย่างหรือฮอร์โมนบางอย่างที่มันพร่องหรือมันขาดแคลนและนำสารหรือฮอร์โมนนั้นๆมาทดแทนในส่วนที่ขาดแคลนนี้ให้แก่พืชได้ พืชย่อมดีใจและสามารถทำหน้าที่ในกระบวนการต่างๆต่อไปได้อย่างสมบูรณ์

ต่อไป..เมื่อปลูกมันสำปะหลัง คราใด ให้มั่นใจในกระบวนการ "Tuberization" ด้วย "แอคซอน" และ "ซูการ์-ไฮเวย์" "หัวดก หัวใหญ่ น้ำหนักดี มีเปอร์เซนต์แป้งสูง

 

มันสำปะหลัง , การปลูกมันสําปะหลังให้ได้ผลดี , หลักการ ปลูก มัน สํา ปะ หลัง , มัน สํา ปะ หลัง 6 เดือน , มัน สํา ปะ หลัง 4 เดือน , หัวใหญ่ , หัวหนัก ,  น้ำหนักดี ,  มีเปอร์เซนต์แป้งสูง ,สั่งลงหัว , รากทุกราก ต้องเป็นหัว ,ไม่หลงงามต้น ไม่หลงงามใบ 

" target="_blank">
พริกปราบเซียน ปลูกอย่างไรไม่ให้พลิกล็อค
พริกปราบเซียน ปลูกอย่างไรไม่ให้พลิกล็อค

 

www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
ซูก้าร์-ไฮเวย์ อาหารสำเร็จรูปขอบพืช
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
นวัตกรรมการทำ มันสำปะหลัง
หัวใหญ่ หัวหนัก น้ำหนักดี มีเปอร์เซนต์แป้งสูง ด้วย กระบวนการ"TUBERIZATION"(กระบวนการลงหัว) "สั่งลงหัว" "หัวดก หัวมาก" รากทุกราก ต้องเป็นหัว 

รากทุกราก ต้องเป็นหัว" อย่า..มัวหลงทาง "ถึงเวลาต้องลงหัว ก็ต้องลงหัว" 

อย่า..!! มัวบ้าต้น บ้าใบ จนไม่มีหัว เราต้องการหัว ไม่ใช่ปลูกเพื่อต้องการราก

 

มันสำปะหลัง , การปลูกมันสําปะหลังให้ได้ผลดี , หลักการ ปลูก มัน สํา ปะ หลัง , มัน สํา ปะ หลัง 6 เดือน , มัน สํา ปะ หลัง 4 เดือน , หัวใหญ่ , หัวหนัก ,  น้ำหนักดี ,  มีเปอร์เซนต์แป้งสูง ,สั่งลงหัว , รากทุกราก ต้องเป็นหัว ,ไม่หลงงามต้น ไม่หลงงามใบ 

" target="_blank">
ยาสูบ..ยุคใหม่ "ใส่ใจผลผลิตที่ดี คุณภาพที่สูง ต้นทุนที่ต่ำ"
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
สับปะรด15 ตันต่อไร่ ใครว่ายาก
ของฝาก.."ชาวไร่สับปะรด"
15 ตันต่อไร่ ใครว่ายาก
พืชตระกูลCAM ต่างจากพืชตระกูล C4, C3 แล้วเราจะทำอย่างไร?
ให้ผลผลิตดีและมีคุณภาพดี ไม่มีปัญหาความเสียหาย
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
"วิกฤติโลก โอกาสเรา" ภาวะวิกฤติโลกแบบนี้ หาทางออกไว้ล่วงหน้าจะดีกว่าไหม?
"วิกฤติโลก โอกาสเรา"
ภาวะวิกฤติโลกแบบนี้ หาทางออกไว้ล่วงหน้าจะดีกว่าไหม?
วิกฤติดินฟ้าอากาศ
วิกฤติผลผลิต 
วิกฤติโรคภัย
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
ออร์กาเนลไลฟ์ ขวัญใจคนรากหญ้า "เราเป็นมากกว่าที่คุณคิด"
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

 

 

มันสำปะหลัง , การปลูกมันสําปะหลังให้ได้ผลดี , หลักการ ปลูก มัน สํา ปะ หลัง , มัน สํา ปะ หลัง 6 เดือน , มัน สํา ปะ หลัง 4 เดือน , หัวใหญ่ , หัวหนัก ,  น้ำหนักดี ,  มีเปอร์เซนต์แป้งสูง ,สั่งลงหัว , รากทุกราก ต้องเป็นหัว ,ไม่หลงงามต้น ไม่หลงงามใบ 

" target="_blank">
ลำไยยุคใหม่ กับ "3 ขุนพลลำไย"
พืชเครียด คนก็เครียด ทำอย่างไรดี
www.organellelife.com

www.facebook.com/organellelife.org

Line ID:organellelife

 

 

 

 

การปลูกมันสำปะหลัง,พันธุ์มันสำปะหลัง,พันธุ์ มัน สำปะหลัง,วิธี การ ปลูก มัน สำปะหลัง,การ ปลูก มัน สำปะหลัง,มันปะหลัง

" target="_blank">
วันนี้คุณ "ดีท็อกซ์ ดิน" กันบ้างหรือยัง?
DETOXIFICATION
ใช้ดินมาหลายสิบปี วันนี้..คุณ"ดีท๊อกซ์" ดินของคุณกันบ้างหรือยัง?
- ดินรับแต่สารเคมี
- ดินรับแต่สารพิษ
สิ่งมีชีวิตในดิน แทบจะสูญสิ้นไปหมด 
ดินเป็นกรด ดินเป็นเชื้อโรคสะสม ปลดปล่อย 
ธาตุอาหารไม่ดี พืชมีผลผลิตต่ำ จะทำอย่างไรดี
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org


Line ID:organellelife

 

การปลูกมันสำปะหลัง,พันธุ์มันสำปะหลัง,พันธุ์ มัน สำปะหลัง,วิธี การ ปลูก มัน สำปะหลัง,การ ปลูก มัน สำปะหลัง,มันปะหลัง

" target="_blank">
นาข้าวอนามัย "ปลอดภัย จากสารพิษ ชีวิตยืนยาว"
ของฝาก.."ชาวนาอนามัย" ไร้สารพิษ
ผลผลิตเต็มถัง รายได้เต็มถุง
ไม่มุ่งไปเพ้อฝัน ประกันราคาหรือ รับจำนำ
ทำเองก็ได้ จะเอาไร่ละกี่ตัน ก็บอกมา
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
ผงแร่ธาตุอาหารพืชชนิดเข้มข้น จากธรรมชาติ"บีเอ็มซี-มิกซ์"(BMC-Mix)
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

ผงวิเศษ บี เอ็ม ซี สำหรับคลุกปุ๋ยเพื่อเพิ่มพลังปุ๋ย

เปลี่ยนปุ๋ยธรรมดา มาเป็นปุ๋ยพิเศษ

เพิ่มพลังปุ๋ย  เพิ่มพลังดิน เพิ่มพลังพืช 

เทคโนโลยีใหม่ ใส่ครั้งเดียวออกฤทธิ์ยาวนาน

ธาตุอาหารค่อยๆ ปลดปล่อยได้นานถึง 6 เดือน

คุณประโยชน์

-  พืชแข็งแรง  ผนังเซลล์แข็งแรง

-  ใบเขียวเข้ม  ตั้งชัน

-  ดูดกินปุ๋ยดี  ควบคุมการปลดปล่อย

   ธาตุอาหาร ประหยัดปุ๋ย

-  เพิ่มผลผลิตและคุณภาพของพืชทุกชนิด

   ทั้งพืชผัก ไม้ผล พืชไร่ต่างๆ

-  เพิ่มการสร้างน้ำยาง,น้ำมัน และสร้างแป้ง

   และน้ำตาลในพืชยางพารา,ปาล์มน้ำมัน,

   มันสำปะหลัง

-  เพิ่มการสังเคราะห์แสงเพื่อผลิตพลังงาน

   และโปรตีนให้มากขึ้น

-  ช่วยในการผสมเกสรให้ดีขึ้น การติดผลดี

   ลดปัญหาการหลุดล่วงและผลแตก

ช่วยลดดินกรด ลดดินดาน ดินไม่แน่นทึบ

" target="_blank">
เลี้ยงดินให้ดินเลี้ยงพืชแล้ว..พืชจะกลับมาเลี้ยงเรา
เลี้ยงดิน
ให้ดินเลี้ยงพืช
แล้ว..พืชจะกลับมาเลี้ยงเรา"
"ซอยล์ไลฟ์" และ "แอนติ-ดินดาน"เป็น"ทหารเอก" ของดิน เป็น "ตัวยืน" หรือ"พระเอก" ทางดินเลยครับ 
เราใช้เพื่อเติมอินทรีย์วัตถุให้แก่ดิน เพราะมีความสำคัญมาก การสร้างอินทรีย์วัตถุ(ORGANIC MATTER) ให้ดินต้องขยันเติมอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง เพราะมันคือ หัวใจของดิน เนื่องจากดินในปัจจุบัน มันตายเกือบหมดทั้งประเทศแล้ว (เนื่องเพราะมีอินทรีย์วัตถุเหลืออยู่น้อยมาก) เราจะไม่มุ่ง"เลี้ยงพืช" แต่เพียงอย่างเดียว แต่เราต้อง"เลี้ยงดิน"ไปด้วย..."เลี้ยงดิน เพื่อให้ดินไปเลี้ยงพืช" ครับ
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
ราน้ำค้าง มหันตภัย ปลูกผัก ปลูกแตง ทีไร ปวดใจทุกที บัดนี้..มีทางออกแล้ว
ราน้ำค้าง มหันตภัย
ปลูกผัก ปลูกแตง ทีไร ปวดใจทุกที
บัดนี้..มีทางออกแล้ว
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
ปฏิวัติพืช ปฏิวัติระบบท่อลำเลียงของพืช" ปฏิรูปคุณภาพและผลผลิตพืช ปฏิรูประบบขนส่งภายในพืช
"ปฏิวัติพืช ปฏิวัติระบบท่อลำเลียงของพืช"
ปฏิรูปคุณภาพและผลผลิตพืช ปฏิรูประบบขนส่งภายในพืช
"Differentiate of Elongation Growth and Lateral Growth"
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
ปลูกผักกินใบ แบบมืออาชีพ "ปลอดภัย ไร้สารพิษ พิชิตผลผลิต"
คู่มือ..สู่มืออาชีพ ฉบับ"การปลูกผักกินใบ"ที่ปลอดภัยจากโรคภัยและสารพิษ
พิชิตผลผลิต พิชิตรายได้
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
นวัตกรรม"ตามใจพืช"ขอให้พืช"ถูกใจ" อะไร..อะไร ก็จะดีตามมา
นวัตกรรม"ตามใจพืช"
ขอให้พืช"ถูกใจ" อะไร..อะไร ก็จะดีตามมา
แต่ถ้าพืช"ไม่ถูกใจ" ถึงคนขาย จะถูกใจ ก็ไปไม่รอด
ความมั่นคงอยู่ที่สินค้า ความก้าวหน้าอยู่ที่สมาชิก
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife
(หมายเหตุ: ใช้สื่อสารการทำงานกับสมาชิกของบริษัท)

" target="_blank">
นึกถึงราก นึกถึงเรา เรา.."สั่งได้" ง่ายๆ จากกระบวนการ"Revitalization"
กระบวนการลงหัว ( Tuberization ) ถ้าลงหัวไม่สมบูรณ์ จะทำให้ จำนวนหัวมันสำปะหลัง, รูปทรงหัวมันสำปะหลัง, ขนาดหัวมันสำปะหลัง มีลักษณะผิดปกติ


การทำให้ มันสำปะหลัง ลงหัว ได้ปกติ นั้น ผลิตภัณฑ์ ซาร์คอน และผลิต แอคซอน สามารถช่วยได้  อยู่ในขั้นตอนของ 3 กระบวนการ ในการผลิตมันสำปะหลังให้ได้ผลผลิตสูง ดังนี้ครับ

 

1 พื้นฐาน 3 กระบวนการ ในการผลิตมันสำปะหลังของชมรม"นวัตกรรมมันสำปะหลังไทย"
"รากคือหัว หัวคือราก"
1 ใน 3 กระบวนการสำคัญของการปลูกมันสำปะหลัง นั่นคือ..
กระบวนการ"TUBERIZATION"(กระบวนการลงหัว) 
"รากทุกราก ต้องเป็นหัว" อย่า..มัวหลงทาง "ถึงเวลาต้องลงหัว ก็ต้องลงหัว" 
อย่า..!! มัวบ้าต้น บ้าใบ จนไม่มีหัว เราต้องการหัว ไม่ใช่ปลูกเพื่อต้องการราก
(หมายเหตุ: หัวใจหลักในการปลูกมันสำปะหลังเราจึงเน้น"1 พื้นฐาน 3 กระบวนการ ")

"1 พื้นฐาน" คือ ดิน 
ดินที่มีชีวิต(ไม่ใช่ดินตาย) ดินที่มีอินทรียวัตถุมากเพียงพอ ดินที่มีโครงสร้างที่ดี โปร่งร่วนซุย ดินที่มีจุลินทรีย์ปลดปล่อยธาตุอาหาร ดินที่มีค่าความเป็นกรด-ด่าง ที่เหมาะสม ฯลฯ

"3 กระบวนการ"ที่สำคัญ คือ 
(1) Root Cell Revitalization"สั่งราก" "รากคือหัว หัวคือราก"
(2) Tuberization "สั่งลงหัว" "หัวดก หัวมาก" รากทุกราก ต้องเป็นหัว 
(3) Starch Biosynthesis "สั่งลงแป้งและโปรตีน" "หัวใหญ่ หัวหนัก น้ำหนักดี มีเปอร์เซนต์แป้งสูง

 

มันสำปะหลัง , การปลูกมันสําปะหลังให้ได้ผลดี , หลักการ ปลูก มัน สํา ปะ หลัง , มัน สํา ปะ หลัง 6 เดือน , มัน สํา ปะ หลัง 4 เดือน , หัวใหญ่ , หัวหนัก ,  น้ำหนักดี ,  มีเปอร์เซนต์แป้งสูง ,สั่งลงหัว , รากทุกราก ต้องเป็นหัว ,ไม่หลงงามต้น ไม่หลงงามใบ 

 
" target="_blank">
มหัศจรรย์แห่งกระบวนการทำงานของมันสำปะหลัง
กระบวนการลงหัว ( Tuberization ) ถ้าลงหัวไม่สมบูรณ์ จะทำให้ จำนวนหัวมันสำปะหลัง, รูปทรงหัวมันสำปะหลัง, ขนาดหัวมันสำปะหลัง มีลักษณะผิดปกติ


การทำให้ มันสำปะหลัง ลงหัว ได้ปกติ นั้น ผลิตภัณฑ์ ซาร์คอน และผลิต แอคซอน สามารถช่วยได้  อยู่ในขั้นตอนของ 3 กระบวนการ ในการผลิตมันสำปะหลังให้ได้ผลผลิตสูง ดังนี้ครับ

 

1 พื้นฐาน 3 กระบวนการ ในการผลิตมันสำปะหลังของชมรม"นวัตกรรมมันสำปะหลังไทย"
"รากคือหัว หัวคือราก"
1 ใน 3 กระบวนการสำคัญของการปลูกมันสำปะหลัง นั่นคือ..
กระบวนการ"TUBERIZATION"(กระบวนการลงหัว) 
"รากทุกราก ต้องเป็นหัว" อย่า..มัวหลงทาง "ถึงเวลาต้องลงหัว ก็ต้องลงหัว" 
อย่า..!! มัวบ้าต้น บ้าใบ จนไม่มีหัว เราต้องการหัว ไม่ใช่ปลูกเพื่อต้องการราก
(หมายเหตุ: หัวใจหลักในการปลูกมันสำปะหลังเราจึงเน้น"1 พื้นฐาน 3 กระบวนการ ")

"1 พื้นฐาน" คือ ดิน 
ดินที่มีชีวิต(ไม่ใช่ดินตาย) ดินที่มีอินทรียวัตถุมากเพียงพอ ดินที่มีโครงสร้างที่ดี โปร่งร่วนซุย ดินที่มีจุลินทรีย์ปลดปล่อยธาตุอาหาร ดินที่มีค่าความเป็นกรด-ด่าง ที่เหมาะสม ฯลฯ

"3 กระบวนการ"ที่สำคัญ คือ 
(1) Root Cell Revitalization"สั่งราก" "รากคือหัว หัวคือราก"
(2) Tuberization "สั่งลงหัว" "หัวดก หัวมาก" รากทุกราก ต้องเป็นหัว 
(3) Starch Biosynthesis "สั่งลงแป้งและโปรตีน" "หัวใหญ่ หัวหนัก น้ำหนักดี มีเปอร์เซนต์แป้งสูง

 

มันสำปะหลัง , การปลูกมันสําปะหลังให้ได้ผลดี , หลักการ ปลูก มัน สํา ปะ หลัง , มัน สํา ปะ หลัง 6 เดือน , มัน สํา ปะ หลัง 4 เดือน , หัวใหญ่ , หัวหนัก ,  น้ำหนักดี ,  มีเปอร์เซนต์แป้งสูง ,สั่งลงหัว , รากทุกราก ต้องเป็นหัว ,ไม่หลงงามต้น ไม่หลงงามใบ 

 
" target="_blank">
"มันใหญ่มาก มันดกมาก" กับชุดทวีทรัพย์ "หัวดก หัวหนัก หัวใหญ่"
1 พื้นฐาน 3 กระบวนการ ในการผลิตมันสำปะหลังของชมรม"นวัตกรรมมันสำปะหลังไทย"
"รากคือหัว หัวคือราก"
1 ใน 3 กระบวนการสำคัญของการปลูกมันสำปะหลัง นั่นคือ..
กระบวนการ"TUBERIZATION"(กระบวนการลงหัว) 
"รากทุกราก ต้องเป็นหัว" อย่า..มัวหลงทาง "ถึงเวลาต้องลงหัว ก็ต้องลงหัว" 
อย่า..!! มัวบ้าต้น บ้าใบ จนไม่มีหัว เราต้องการหัว ไม่ใช่ปลูกเพื่อต้องการราก
(หมายเหตุ: หัวใจหลักในการปลูกมันสำปะหลังเราจึงเน้น"1 พื้นฐาน 3 กระบวนการ ")

"1 พื้นฐาน" คือ ดิน 
ดินที่มีชีวิต(ไม่ใช่ดินตาย) ดินที่มีอินทรียวัตถุมากเพียงพอ ดินที่มีโครงสร้างที่ดี โปร่งร่วนซุย ดินที่มีจุลินทรีย์ปลดปล่อยธาตุอาหาร ดินที่มีค่าความเป็นกรด-ด่าง ที่เหมาะสม ฯลฯ

"3 กระบวนการ"ที่สำคัญ คือ 
(1) Root Cell Revitalization"สั่งราก" "รากคือหัว หัวคือราก"
(2) Tuberization "สั่งลงหัว" "หัวดก หัวมาก" รากทุกราก ต้องเป็นหัว 
(3) Starch Biosynthesis "สั่งลงแป้งและโปรตีน" "หัวใหญ่ หัวหนัก น้ำหนักดี มีเปอร์เซนต์แป้งสูง

 

มันสำปะหลัง , การปลูกมันสําปะหลังให้ได้ผลดี , หลักการ ปลูก มัน สํา ปะ หลัง , มัน สํา ปะ หลัง 6 เดือน , มัน สํา ปะ หลัง 4 เดือน , หัวใหญ่ , หัวหนัก ,  น้ำหนักดี ,  มีเปอร์เซนต์แป้งสูง ,สั่งลงหัว , รากทุกราก ต้องเป็นหัว ,ไม่หลงงามต้น ไม่หลงงามใบ 

" target="_blank">
สมบูรณ์จากภายในสู่ภายนอก หน้าที่ดูแลเซลล์พืชต้องเรา "ออร์กาเนลไลฟ์"
สินค้า..ดูแล"ระบบภายใน"ที่ยิ่งใหญ่ของพืช
"ภายในสมบูรณ์ ภายนอกสมบูรณ์"
สมบูรณ์จากภายใน สู่..ภายนอก
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
ฝ่าจุดวิกฤติพืช..ด้วยสารกระตุ้นปฏิกิริยาทางชีวเคมีและฟิสิกส์ของพืช
ฝ่าจุดวิกฤติพืช..ด้วยสารกระตุ้นปฏิกิริยาทางชีวเคมีและฟิสิกส์ของพืช

www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
5 พลังออร์กาเนลไลฟ์ "กรีนอัพ"..เยี่ยมจริงๆ
กรีนอัพ 5 พลัง

พลังที่ 1 พลังจากธาตุอาหารเสริมชนิดเข้มข้น

พลังที่ 2 พลังจากฮอร์โมนพืชครบถ้วน

พลังที่ 3 พลังจากสารพลังงานน้ำตาลทางด่วน

พลังที่ 4 พลังจากสารป้องกันและกำจัดศัตรูพืช

พลังที่ 5 พลังจากอมิโนแอซิด

5 พลัง..ออร์กาเนลไลฟ์
ครบและจบในเม็ดเดียว จริงๆ
จัดให้ในสิ่งที่พืชต้องการ อย่าง.."รู้ใจพืช"
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
จะ"กุ้งแห้งแท้"หรือ"กุ้งแห้งเทียม" ไม่สนใจ แก้ไขได้ด้วย "อีเรเซอร์-1+คาร์บ๊อกซิลพลัส-เอ็กซ์ตร้า"
"กุ้งแห้งจริง..กุ้งแห้งเทียม"
ศัตรูร้ายคอยทำลายพริกของท่าน
กำราบมันด้วย"2 พลัง ประสาน"
ทั้งคุมและฆ่า" ฆ่าแบบเฉียบพลัน ป้องกันแบบควบคุม
รักษาทั้งภายในและภายนอก แบบครอบคลุม
"อีเรเซอร์-1"สลับกับคาร์บีอกซิล-พลัส เอ็กซ์ตร้า
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
ปราบเซียน"สะตอ"ที่ว่าแน่ "ออกดอกยาก ติดฝักยาก" เมื่อเจอ"คู่บุญ"เข้าไปอะไรก็เกิดขึ้นได้
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
โครงการสร้างเงินสำรองของอนาคตเพื่อลูกหลาน กับ ออร์กาเนลไลฟ์
"เงินสำรอง"ของชีวิต
เริ่มต้นด้วยธุรกิจง่ายๆ ใครทำ ใครได้ ใช้ต้นทุนเงินต่ำ ต้นทุนความขยันสูงหน่อย กับสินค้าเกษตรนวัตกรรมดีๆ ที่มี"องค์ความรู้"เป็นตัวนำ พร้อมระบบที่มั่นคง
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
"ซอยไลฟ์" ผงนาโนชนิดพิเศษประสิทธิภาพ "คุ้มเกินคุ้ม"
ผงนาโนอินทรีย์ ชนิดพิเศษ (บรรจุซอง)
"ประสิทธิภาพเยี่ยม ประหยัดต้นทุน คุณภาพล้นซอง"..
ต้อง"ซอยล์ไลฟ์"(SOIL-LIFE)
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
ยิ่งให้ยิ่งได้ กับ สุดยอดธุรกิจแห่งอนาคต
ยิ่งให้ ยิ่งได้ ยิ่งหวง ยิ่งอด
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
ทำไมต้องรอ..ถ้ากล้าที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิต
ทำไม..ต้องรอ
โอกาส ไม่เคยรอใคร
มีความมั่นใจ มีความมุ่งมั่น
ทำไม..ต้องรอ
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

 

" target="_blank">
ไม่"ปรุงดิน"ให้พืชดูดกิน แล้วมันจะ"ถูกลิ้น"ได้อย่างไร
"ไม่ปรุงดิน"..ให้พืชดูดกิน 
แล้วมันจะถูกลิ้นพืชได้อย่างไรกัน?
มันต้อง"ปรุงดิน" อย่างมืออาชีพ เพื่อให้ถูกใจพืช เพื่อมันจะให้ผลผลิตตอบแทนเราออกมา อย่าง.."คุ้มค่า"
มา"ปรุงดิน"ให้พืชดูดกินอาหารอย่างถูกใจ กันเถอะ
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
"ข้างในบกพร่องชำรุด ข้างนอกก็ทรุดบิดเบี้ยว" ช่วยได้ด้วยการสร้างความสมบูรณ์จากภายในสู่ภายนอก
ก็"กลไกการทำงานภายในมันบกพร่อง แล้วจะให้ภายนอกนอกมันปกติได้อย่างไรกัน"ผลบิดเบี้ยว รูปทรงผิดปกติ ไม่ได้ขนาด คุณภาพต่ำ รสชาติเสีย" มาสร้าง"ความสมบูรณ์จากภายใน สู่ภายนอก"กันเถอะ
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID : Organellelife

" target="_blank">
"ไบโอเจ็ท+ซิกน่า" ฉีดปุ๊บ พุ่งปั๊บ "แตกยอดดี แตกกอดี ไม่มีสะดุด"
สุดยอด..หัวเชื้อฮอร์โมนพืชอินทรีย์เข้มข้น 
เพื่อการ.."แตกตายอด แตกตาดอก แตกตาราก แตกตาใบ"
"กระชากยอด กระชากดอก กระชากใบ กระชากกอ กระชากรวง"..หายห่วงครับ
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
ยกเครื่อง เรื่องดิน "ดินป่วย ดินตาย" ฟื้นได้ด้วย "ซอยไลฟ์+บี.เอ็ม.ซี-มิกซ์"
ดินคือ..ชีวิตพืช
ใช้มาหลายสิบปี มีแต่ใช้กับใช้ ไม่เคยดูแล 
ก็ต้องแพ้ตลอดกาล
ไม่ป่วย ก็ตาย 
ดินป่วย พืชป่วย
ดินตาย พืชตาย
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
มารู้จัก "วัคซีนพืช" กันเถอะ
มารู้จัก"วัคซีนพืช"..กันเถอะ
วันนี้..คุณฉีด"วัคซีน"ให้พืชรักของคุณหรือยัง?
วันนี้..คุณทำ"ประกันชีวิต"ให้พืชรักของคุณหรือยัง?
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
ซูก้าร์-ไฮเวย์ โรงงานพลังงานสูงสำหรับพืช
โรงงาน..พลังงานแรงสูง สำหรับพืช
"ซูการ์-ไฮเวย์" (ZUKAR-Highway) :.."พลังงานทางด่วน" สำหรับพืช
ที่พืชต้องการใช้ในสภาวะต่างๆ ตั้งแต่ฟื้นฟูต้นและใบ สะสมพลังงานช่วงการออกดอกติดผล ช่วงการสร้างสารตั้งต้น ช่วงการเร่งสร้างคุณภาพของผลผลิต
ภาวะวิกฤติโลกกร้อน พืชต้องต่อสู้กับดินฟ้าอากาศหลายๆด้าน การทำงานย่อมสะดุด การปรุงอาหาร(Photosynthesis) ไม่สมบูรณ์ แสงแดดมีคุณประโยชน์ไม่เต็มที่ นี่คือที่มาของความต้องการ"พลังงานทางด่วน"
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
"ปากหัก ปากพัง"เพราะเข้าไปดูดกินต้นพืชที่ฉีดพ่น "ซาร์คอน" ไว้นะซิ
"ปากหัก ปากพัง".. 
"เจาะเมื่อไหร่ ปากไม่หัก ก็พังเมื่อนั้น"
จำไว้..เจ้าเพลี้ยร้าย จะตายโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเจอกับ"เกราะป้องกัน"ชั้นดี ที่แข็งแกร่ง ปากแทงไม่เข้า แล้วเจ้าจะปล่อยเชื้อไวรัสได้อย่างไร?กัน และเจ้าหนอนร้าย เจ้าจะกัดกินพืชได้อย่างไร เจ้าไม่กลัวปากพังหรือ?
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
ออร์กาเนลไลฟ์ เรา "รู้ใจพืช เข้าใจดิน"
ท่านเคยตั้งคำถามแบบนี้ กับตัวเองบ้างหรือยัง?
คำถามที่ 1.หากมีรถเมล์ 2 คันให้ท่านเลือก ระหว่างคันหนึ่งเป็นรถเมล์ปรับอากาศ อีกคันหนึ่งเป็นรถเมล์ไม่ปรับอากาศเป็นรถร้อน คุณจะเลือกขึ้นคันไหน
คำถามที่ 2.หากรถเมล์ปรับอากาศ ไม่ได้วิ่งในเส้นทางที่เราต้องการจะไป ไม่ได้ไปส่งถึงจุดหมายปลายทางที่เรากำหนดไว้ แต่รถเมล์ไม่ปรับอากาศ(รถร้อน) กลับวิ่งตรงสู่จุดหมายที่เราตั้งใจไว้ในระยะเวลาสั้นๆคุณจะเลือกขึ้นคันไหน
คำถามที่ 3.ที่จริงแล้ว คุณให้ความสำคัญของเรื่องอะไรมากกว่ากันระหว่าง ติดแอร์ปรับอากาศหรือไม่ติดแอร์ปรับอากาศ หรือ ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ คือ ยานพาหนะที่เราเลือก สามารถนำพาเราไปสู่จุดหมายที่เราตั้งไว้ได้หรือไม่
"ยานพาหนะ" ในที่นี้ผมหมายถึง "บริษัท"
"ผลลัพธ์" คือ ความฝันที่เรามี
คำถามสุดท้าย วันนี้.."ยานพาหนะ"ที่เราเลือก ใช่"ยานพาหนะ"ที่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เราต้องการหรือไม่?
ถ้าคำตอบคือ..ใช่ หากคุณขึ้นแล้วห้ามลง จนกว่าจะถึงจุดหมาย 
แต่..ถ้าหากคำตอบคือ.. ไม่ใช่ ก็ห้ามขึ้น หรือหากเผลอขึ้นไปแล้ว วิ่งมาได้ไม่ไกล ก็ให้รีบลงป้ายที่ใกล้ที่สุ
สำหรับผม..ตอนนี้ผมโชคดีครับ ทีมีโอกาสได้นั่งรถเมล์ติดแอร์ปรับอากาศชั้นดี และยังโชคดีซ้ำอีกต่างหากก็คือ รถเมล์ติดแอร์ปรับอากาศคันนี้ที่ผมนั่งยังวิ่งในเส้นทางที่ผมต้องการที่จะไปสู่จุดหมายซะด้วยซิครับ และยังโชคดีอีกแบบไม่มีวันจบที่รถเมล์ติดแอร์ปรับอากาศคันนี้ ยังมีที่นั่งเหลือว่างสำหรับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ทุกท่านที่ต้องการจะโดยสารไปกับผมนะครับ
อยากร่วมเดินทางไปกับผม ด้วยรถโดยสารปรับอากาศชั้นดี ติดต่อผมได้เลยที่ คุณ อนันต์ จันทร์มณี 087-264-7655 นะครับ
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
"แคงเกอร์" ไม่น่ากลัวอีกต่อไป..เมื่อใช้"อีเรเซอร์-1"
โรค"ขี้กลาก"..น่ารังเกียจ 
ดื้อยา รักษายาก แต่หากเจอ"คู่ปรับ"
อย่าง"อีเรเซอร์-1".. ก็ไปไม่เป็นเหมือนกัน
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
โอกาสที่ดีที่สุด กับ ธุรกิจเครือข่ายที่ง่ายที่สุด
เรื่องของ"โอกาส"..ไม่มีใครโง่หรือฉลาด 
อยู่ที่ว่าใครจะมองเห็นว่ามันเป็น"โอกาส"
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
ไบโอเจ็ท+ซิกน่า "เปิดตาดอก" พ่นเมื่อไรแตกดอกเมื่อนั้น
"เปิดตาดอก".. เมื่อถึงเวลาที่ต้องออกดอก
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
"ชุดป้องกับ&ควบคุมไวรัสพืช" ใบด่าง ใบหงิก ใบหด
ซิกน่า(ZIGNA)+ซาร์คอน(SARCON)
"วัคซีนพืช"..คู่อำมหิตสำหรับพิชิตไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา แมลงมีปีก เพลี้ยต่างๆ
ทั้ง"สร้างเกราะ"ป้องกัน และ"เนรเทศ" ขับไล่มันไปไกลๆ ปลอดภัยได้ผลดีต่อผู้ใช้และสุขภาพปลอดภัย และ"Revitalize เซลล์พืช
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
ซูก้า-ไฮเวย์+พาวเวอร์-5"สุดยอดสารให้พลังงานชั้นสูงสำหรับพืช
คู่นี้ซิ..แน่จริง
เขาเรียกว่า.."คู่บุญ"พืช
"พาร์ทเวย์ เพาเวอร์-5 กับซูการ์-ไอเวย์"
(PATHWAY POWER-5 & ZUKAR- Highway) 
"ดอกดก ดอกใหญ่ ไม่หลุดร่วง ดอกสมบูรณ์ ไม่พิการ ต้านทานร้อน ต้านทานหนาว ช่อดอกยาว ขยายผล ผลดกเต็มต้น ไม่ร่วงหล่นง่าย ขายได้ราคา คุณภาพผลผลิตดี มีสีสวย มีรสหวาน มีน้ำหนัก เนื้อแน่น ไม่เน่าเสียง่าย สบายไปสิบ-ยี่สิบอย่าง
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
เทคนิคเพิ่มความหวาน "น้ำตาลเรียกพี่"
"ซูการ์-ไอเวย์"(ZUKAR- Highway)
สาร"เพิ่มความหวาน"..น้ำตาลเรียกพี่
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
ชุดป้องกัน&รักษาไวรัสพืช "ใบด่าง ใบหงิก ใบหด หมดไป"
"วัคซีนพืช"..ป้องกัน&กำจัดไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา ของพืช
ของแท้ตรา"ผีเสื้อมรกต
สัญญลักษณ์นี้ที่คุณมั่นใจ
"
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
เบื่อกับปัญหาเก่าๆ เน่าๆ เหี่ยวๆ "ปลูกซ้ำที่ได้ ไม่ต้องย้ายที่ปลูก"
เบื่อกับปัญหาเก่าๆ"เน่าๆเหี่ยวๆ"
ปลูกพืชที่เก่า โรครากเน่า โคนเน่า โรคเหี่ยวเฉาก็ตามมารังควาญทุกที ต้องหนีไปปลูกที่ใหม่อยู่เรื่อยๆ
เหนื่อยครับเหนื่อย
"พืชเหี่ยว คนก็เหี่ยว"
มีทางเดียวเลย มาที่นี่..เรามีคำตอบ
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
เจอ"กรีนนิ่ง"เข้าไปทีไร เจ็บปวดใจทุกที อย่าเพิ่งถอดใจเรามีวิธีแก้ไขแล้ว
"โรคกรีนนิ่ง":ชื่อนี้ที่ชาวสวนส้มขวัญผวา
ลองมาศึกษาแนวทางนี้ดูดีไหม
เผื่อว่า.."สิ่งที่ท่านตามหามาตลอดชีวิตอาจจะอยู่ตรงนี้ก็เป็นได้ ใครจะรู้
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
ของดีๆมีอยู่ในมือคุณ รายได้เสริมเดือนละหลายหมื่นถึงหลายแสน "คุณทำได้
คุณทำได้..ง่ายๆ
เพราะเป็นสินค้าที่จับต้องได้ แถมมีนวัตกรรมและผลงานรองรับกว่า 500-600 ผลงาน(ผ่านวีดีโอYouTube ที่
www.organellelife-vdo.com)
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
ออร์กาเนลไลฟ์:ขายตรงคนไทย ขวัญใจคนรากหญ้า
ออร์กาเนลไลฟ์.."ขายตรงคนไทย ขวัญใจคนรากหญ้า"
นำระบบขายตรงมา เพื่อส่งมอบสิ่งดีๆถึงมือคนรากหญ้าโดยตรง
ไม่ได้มา เพื่อแสวงหาแต่ผลประโยชน์ส่วนตน
เราตั้งใจ..นำพาแต่"ความจริง"
องค์ความรู้ จริง
ประสบการณ์ตรง จริง
ปฏิบัติงาน จริง
รายได้ ได้จริง
ทำจริง ได้จริง
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
กระบวนการ TUBERIZATION กับกลไกการสั่งลงหัว
TUBERIZATION สำคัญต่อพืชลงหัวอย่างไร?
Tuberization: กระบวนการสำคัญกับมันถึงเวลาต้อง"ลงหัว" ก็ต้องลงหัว
อย่ามัวหลงทาง
สั่งให้"ลงหัว" ก็ต้อง"ลงหัว" อย่ามัวขัดขืน
สั่งได้อย่างไร? ศึกษาได้ที่..
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID:organellelife

" target="_blank">
กระบวนการ TUBERIZATION กับกลไกการสั่งลงหัว
1 พื้นฐาน 3 กระบวนการ ในการผลิตมันสำปะหลังของชมรม"นวัตกรรมมันสำปะหลังไทย"
"รากคือหัว หัวคือราก"
1 ใน 3 กระบวนการสำคัญของการปลูกมันสำปะหลัง นั่นคือ..
กระบวนการ"TUBERIZATION"(กระบวนการลงหัว) 
"รากทุกราก ต้องเป็นหัว" อย่า..มัวหลงทาง "ถึงเวลาต้องลงหัว ก็ต้องลงหัว" 
อย่า..!! มัวบ้าต้น บ้าใบ จนไม่มีหัว เราต้องการหัว ไม่ใช่ปลูกเพื่อต้องการราก
(หมายเหตุ: หัวใจหลักในการปลูกมันสำปะหลังเราจึงเน้น"1 พื้นฐาน 3 กระบวนการ ")

"1 พื้นฐาน" คือ ดิน 
ดินที่มีชีวิต(ไม่ใช่ดินตาย) ดินที่มีอินทรียวัตถุมากเพียงพอ ดินที่มีโครงสร้างที่ดี โปร่งร่วนซุย ดินที่มีจุลินทรีย์ปลดปล่อยธาตุอาหาร ดินที่มีค่าความเป็นกรด-ด่าง ที่เหมาะสม ฯลฯ

"3 กระบวนการ"ที่สำคัญ คือ 
(1) Root Cell Revitalization"สั่งราก" "รากคือหัว หัวคือราก"
(2) Tuberization "สั่งลงหัว" "หัวดก หัวมาก" รากทุกราก ต้องเป็นหัว 
(3) Starch Biosynthesis "สั่งลงแป้งและโปรตีน" "หัวใหญ่ หัวหนัก น้ำหนักดี มีเปอร์เซนต์แป้งสูง

 

1 พื้นฐาน 3 กระบวนการ ในการผลิตมันสำปะหลังของชมรม"นวัตกรรมมันสำปะหลังไทย"
"รากคือหัว หัวคือราก"
1 ใน 3 กระบวนการสำคัญของการปลูกมันสำปะหลัง นั่นคือ..
กระบวนการ"TUBERIZATION"(กระบวนการลงหัว) 
"รากทุกราก ต้องเป็นหัว" อย่า..มัวหลงทาง "ถึงเวลาต้องลงหัว ก็ต้องลงหัว" 
อย่า..!! มัวบ้าต้น บ้าใบ จนไม่มีหัว เราต้องการหัว ไม่ใช่ปลูกเพื่อต้องการราก
(หมายเหตุ: หัวใจหลักในการปลูกมันสำปะหลังเราจึงเน้น"1 พื้นฐาน 3 กระบวนการ ")

"1 พื้นฐาน" คือ ดิน 
ดินที่มีชีวิต(ไม่ใช่ดินตาย) ดินที่มีอินทรียวัตถุมากเพียงพอ ดินที่มีโครงสร้างที่ดี โปร่งร่วนซุย ดินที่มีจุลินทรีย์ปลดปล่อยธาตุอาหาร ดินที่มีค่าความเป็นกรด-ด่าง ที่เหมาะสม ฯลฯ

"3 กระบวนการ"ที่สำคัญ คือ 
(1) Root Cell Revitalization"สั่งราก" "รากคือหัว หัวคือราก"
(2) Tuberization "สั่งลงหัว" "หัวดก หัวมาก" รากทุกราก ต้องเป็นหัว 
(3) Starch Biosynthesis "สั่งลงแป้งและโปรตีน" "หัวใหญ่ หัวหนัก น้ำหนักดี มีเปอร์เซนต์แป้งสูง

 

มันสำปะหลัง , การปลูกมันสําปะหลังให้ได้ผลดี , หลักการ ปลูก มัน สํา ปะ หลัง , มัน สํา ปะ หลัง 6 เดือน , มัน สํา ปะ หลัง 4 เดือน , หัวใหญ่ , หัวหนัก ,  น้ำหนักดี ,  มีเปอร์เซนต์แป้งสูง ,สั่งลงหัว , รากทุกราก ต้องเป็นหัว ,ไม่หลงงามต้น ไม่หลงงามใบ 

" target="_blank">



 

สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2555 พัฒนาโดย บริษัท ออร์กาเนลไลฟ์ (ประเทศไทย) จำกัด
สำนักงานใหญ่ 99/122 หมู่ 8 ม.ชลลดา (วงแหวนรัตนาธิเบศถ์) ถนนบางไผ่-หนองเพรางาย ต.บางรักพัฒนา
อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี 11110 โทร. 02-9654089 , 084-8809595 , 084-3696633 e-mail : info@www.organellelife.com

หน้าแรก คลังความรู้ สินค้า ภาพกิจกรรม ข่าวประชาสัมพันธ์ VDO ปฏิทินกิจกรรม ติดต่อเรา ห้องสนทนาประธาน บริษัท ออร์กาเนลไลฟ์ (ประเทศไทย) จำกัด